ชานพลับพลาหักต้องค้ำ เหตุฉนั้นที่นั้นจึงได้ชื่อว่าบ้านค้ำชาน ภายหลังก็กลายมาเปนคำจวน
ฝ่ายข้างเมืองหริภุญไชย ได้ทราบข่าวศึกพระยาเมงราย ยกมา ก็พากันตื่นตกใจ พระยายีบาจึงให้หาขุนฟาแลเสนาอำมาตย์ ทั้งหลายประชุมปฤกษา ว่าจะจัดการป้องกันเมืองฉันใดดี ขุนฟา กราบทูลว่าพระยาเมงรายยกกองทัพจู่โจมมาโดยเร็วดังนี้ยากที่จะ จัดการป้องกันทันทีได้ เห็นควรแต่งกองทัพไปตั้งรับไว้แต่กลางทาง ส่วนเจ้าเหนือหัวควรย้ายครอบครัวไปไว้ในเมืองเขลางค์ กับด้วย พระยาเบิกผู้บุตรแห่งเจ้าเหนือหัว เพื่อจะได้รวบรวมไพร่พลมาค้ำตูข้า ส่วนตูข้าจักต้อนรบพระยาเมงราย รักษาเมืองหริภุญไชยไว้จงได้ ผิว่าจะพลาดพลั้งเสียเมืองหริภุญไชย ส่วนเจ้าเหนือหัวก็จักไม่มีอันตราย ยังจะได้กลับมาต่อรบกับพระยาเมงรายได้อิก พระยายีบา เชื่อถ้อยคำขุนฟา ก็รีบพาครัวอพยพจากเมืองหริภุญไชย ไปหา ลูกตนเจ้าพระยาเบิกยังเมืองนครเขลางค์ กองทัพพระยาเมงรายก็ตี ได้เมืองหริภุญไชยโดยสดวก ส่วนพระยายีบาไปถึงจอมดอยที่หนึ่งเหลียวหลังดูเมืองหริภุญไชย เห็นควันไฟตระหลบกลบกลุ้มอยู่ ก็รู้ว่าเสียเมืองลำภูญแก่ข้าศึก พระยายีบาโทมนัศพระไทยทรง พระกรรแสงร่ำไรอยู่ที่นั้น ดอยลูกนั้นจึงได้ชื่อว่าดอยบาไห้มาแต่เท่า บัดนี้ ฝ่ายขุนฟาเมื่อส่งพระยายีบาถึงเชิงเขาแล้ว ก็กลับมาพัก กินงายที่ทุ่งแสนเข้าเชียงเรือ นายบ้านผู้หนึ่งชื่ออ้ายหลอนำห่อเข้า