ก็กวาดครัวอพยพชาวเชียงรายกับท้าวยี่กุมกามพาไปเมืองศุโขไทย พระยาไสลือให้พ่อท้าวยี่กุมกามไปครองเมืองซาก
ฝ่ายเจ้าสามฝั่งแกนพระเจ้าเชียงใหม่ เอานิมิตรที่พระยา ไสลือไปตั้งอยู่เชิงดอยเจ็ดสิน แล้วขึ้นไปสรงเกษณะดอยผาลาด หลวง มีใจครั่นคร้ามชาวเชียงใหม่ เลิกทัพกลับไปนั้น จึงให้ฐาปนา ที่นั้นเปนเวียงได้นามว่าเวียงเจ็ดสินโดยเหตุนั้น
เจ้าพระยาสามฝั่งแกนได้เสวยราชสมบัติในปีมะโรง ถึงปี มะเสง ศึกพระยาไสลือมาติดนคร ครั้นพระยาไสลือเลิกทัพกลับ ไปแล้ว พระยาฮ่อลุ่มฟ้า (เมืองหนองแสคือฮุนหนำ) ใช้ให้มาทวง เข้าสองหมื่นคาน (คือสองหมื่นหาบ) เจ้าพระยาสามฝั่งแกนตอบว่าส่วยเข้าซึ่งเคยส่งเก้าพันคาน หากได้เลิกละเสียแล้ว ตั้งแต่ครั้งเจ้า
พระยากือนามา เสนาฮ่อก็กลับไปทูลพระยาฮ่อเจ้าลุ่มฟ้าเก๊าพิมาน พระยาฮ่อจึงให้เจ้าฝ่ายฟ้าเมืองแส ถือพลศึกเปนอันมากยกมาติด เมืองเชียงแสน เจ้าพระยาสามฝั่งแกนจึงแต่งให้เจ้าแสนคำเรือง ชื่อว่าเจ้าแสนไชยปราบสัตรู ถือพลชาวเชียงใหม่แปดหมื่นไปรักษาเมืองเชียงแสน ฝ่ายเจ้าเมืองเชียงแสนก็จัดรี้พลชาวเชียงแสน แล ชาวเมืองฝางเชียงรายเชียงของ เมืองพะเยา รวมพลสองแสนสอง หมื่นแต่งรักษาเมืองเชียงแสนทั้งภายนอกภายในโดยมั่นคง แล้วแต่งสนามรบเหนือเมืองเชียงแสนแห่งหนึ่งยาว ๕๐๐๐ วา กว้าง ๑๗๐๐ วา ในเวลากลางคืนแต่งกันไปขุดขุมหลายแห่ง สานเรือกปิดปากขุม กรุใบไม้เกลี่ยดินกลบปากขุม ให้เสมอเหมือนพื้นดินธรรมดา ไว้