เกลื่อนจักพังไปนั้นแล แล้วก็หายไปครั้งหนึ่ง ครั้นถึงมัชฌิชมยามก็ซ้ำ ดังมาเป็นคำรบสองแล้วก็หายนั้นแล ถึงปัจฉิมยามก็ซ้ำดังมาอีกเป็น คำรบสาม หนที่สามนี้ดังยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราวที่ได้ยินมาแล้ว กาลนั้น เวียงโยนกนครหลวงที่นั้นก็ยุบจมลงเกิดเป็นหนองอันใหญ่ ยามนั้นคนทั้ง หลายอันมีในเวียงที่นั้น มีพระมหากษัตริย์เป็นประธาน ก็วินาสฉิบหาย ตกไปในน้ำที่นั้นสิ้น ยังเหลืออยู่แต่เรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังเดียวนั้น แล คืนนั้นรุ่งแจ้งแล้วดั่งนั้นขุนพันนาและนายบ้านทั้งหลายอันอยู่นอกเวียงนั้น เขาก็กล่าวกันว่าในคืนที่แล้วไปนี้ เป็นเหตุสิ่งใดได้ยินเสียง เหมือนดั่งเสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเวียง ควรเราทั้งหลายจะ เข้าไปปฏิบัติดูให้รู้แจ้งว่าดั่งนั้นแล้ว ขุนพันนาและนายบ้านทั้งหลาย ครั้นบริโภคข้าวงายเสร็จแล้ว ต่างก็พากันเข้ามาสู่เวียงเพื่อจักดูยังเหตุ การณ์นั้น ๆ ครั้นมาถึงแล้วก็มิได้เห็นสิ่งใด เห็นแต่น้ำท่วมไปทั้งนั้น กับ เห็นเรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังหนึ่ง เขาก็พร้อมกันเรียกเอายายแม่หม้ายเฒ่านั้นมาแล้ว ก็ถามว่า ดูกรแม่เฒ่า เป็นเหตุการณ์อย่างใดเวียง และเจ้านายของเราจึ่งจมลงฉิบหายเสียสิ้นดั่งนี้ ป้ายังได้รู้เห็นเหตุการณ์สิ่งใดจา กาลนั้นยายเฒ่าแก่ก็ขานว่า เออป้าก็ยังรู้ดั่งกล่าวแล ในวัน วานนี้เจ้านายทั้งหลายท่านก็เอาปลาตะเพียนเผือกตัวหนึ่ง มาถวายพระมหากษัตริย์เจ้า ก็เอาปลานั้นแจกจ่ายกันกินทั่วทั้งเวียง ในวันนั้นถึง เวลาเย็นมายังมีมาณพชายหนุ่มผู้หนึ่งลุกที่ใดมาก็บ่รู้ ก็มาขอจอดเรือน ป้าที่นี้แล้วป้าก็เอาข้าวน้ำให้เขาบริโภค เขาก็มิได้บริโภคยังอาหารของ
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๑) - ๒๔๗๙.pdf/140
หน้าตา