ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๑) - ๒๔๗๙.pdf/171

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๑๒๖

ดีนัก ฝ่ายฤๅษีทั้งสี่ตนครั้นไปถึงแล้วก็พร้อมกันลงนอนใต้ร่มไม้แห่ง หนึ่ง พอถึงเที่ยงคืนก็เห็นเป็นดั่งสายสุริยอาทิตย์พุ่งขึ้นเจ็ดชั่วตัวคน ปูนอัศจรรย์มากนัก ก็จึ่งไปผ่อดูก็เห็นยังเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้าเปล่งรัศมีพุ่งขึ้นมาแต่พื้นแผ่นดินสูงชั่วต้นตาล ดูวิลาศองอาจงามมากนัก ส่วนเจ้าฤๅษีทั้งสี่ก็พร้อมกันนบน้อมไหว้ด้วยที่ติดที่เท้าห้าแห่ง ยังเกศาธาตุแห่งสัพพัญญูพุทธเจ้าณที่นั้น คือว่า หริภุญไชยนั้น ก็ยังเป็นป่า ไม้ไผ่อยู่ ครั้นเจ้าฤๅษีรู้แจ้งแล้ว ก็พร้อมกันอธิษฐานว่า ตูข้าจักเอาธาตุพระพุทธเจ้าออกสรง ขอให้เทพยดาเจ้าทั้งหลายลงให้ปรากฏมีน้ำอันประเสริฐ ไหลหลั่งลงมาพอให้ตูข้าได้สรงเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้าแด่เทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นเทพยดาอันรักษาอยู่ในที่นั้น ก็พร้อมกันเนรมิตลิน[1]คำ ก่ายแต่ดอยอุชชุบรรพตลงมาทางหนตะวันตกเฉียงเหนือจึ่งเรียกว่าห้วยลินแต่นั้นมาแล ครั้นฤๅษีทั้งสี่ตนได้สรงพระเกศาธาตุเจ้าแล้วดั่งนั้น ก็ไหว้นบเคารพยำเจ้าฤาษีทั้งสี่ก็พากันผัด[2]ขึ้นไปหนเหนือชวยตะวันตกโพ้นแล เจ้าฤๅษีก็เข้าจตุถฌานแล้วก็เหินไปด้วยหนอากาศ ก็ไปถึงเถื่อนถ้ำภูดอยหลวงแห่งหนึ่งแล้ว ก็พร้อมกันลงยั้งอยู่ปากถ้ำแห่งหนึ่งแล้ว ครั้นถึงเที่ยงวันแล้วฤๅษีตนหนึ่งก็เลงขึ้นเมื้อบน ก็ได้เห็นนักขัตตฤกษ์กรกฎดาวเต็มฟ้า สุทันตฤๅษีก็กล่าวแก่ฤๅษีทั้งสามพี่น้องว่า เจ้าทั้งหลายจงผ่อดูภายบนนั้นเทอญ ยามนี้เป็นเมื่อวันใดพลอยว่ามีนักขัตตฤกษ์กรกฎดาวมากนัก ดูรุ่งเรืองงามเป็นที่อัศจรรย์

  1. ราง
  2. หมุน, กลับ