ดอยแล ผีเสื้อก็ได้ยินเข้าก็ไปเก็บรอยมาเลี้ยงไว้เป็นโอปปาติกะแล เนื้อตัวเขาเป็นอันมืดเส้าก่ำดำ เหตุว่าพันธุ์หมากน้ำเต้านั้นกระเด็นไปตกน้ำรากน้ำขุ่นก็กลับดำก่ำเส้าด้วยเหตุนั้นแล แต่นั้นไปอายุเขาขึ้นใหญ่มาได้ ๑๖ ปี คำปากเขาทั้งหลายก็เรียนจากหมูเถื่อนกวางฟานจ้อนแจ้วอกค่าง ทั้งหลายร้องในป่าในดงนั้นเขาก็เรียนเอามาเป็นคำปากเขาแต่นั้นมาจนถึงกาลบัดนี้แล
กาลนั้นเมืองจอมตุงคที่นั้นเป็นลวะอยู่เต็มสิ้นทุกแห่งทุนหนแลยัง มีชายผู้หนึ่งใหญ่สูงกว่าเพื่อน คำคิด[1]ก็หลักกว่าเพื่อน ยังเหลือเพื่อนทั้งหลายแล เขาก็พร้อมกันปลูกให้เป็นใหญ่ในถิ่นนั้น แล้วใส่ชื่อว่ามาง หอยให้อยู่เชียงแก้วแล ผู้หนึ่งชื่อมางทองให้อยู่จอมทองแล ผู้หนึ่ง ชื่อมางคงก็ให้อยู่เชียงคงแล ผู้หนึ่งชื่อมางสักก็ให้อยู่จอมสักแล ผู้อยู่จอมตุงชื่อว่ามางตุง มางกาก็อยู่เชียงกาแล ค้างเหล่าหลวงก็ให้อยู่เชียงค้าง สวนผักก็ให้อยู่เชียงตาง ค้างมุดก็ให้อยู่เชียงแสนคือค้ำผาแสง มางสังก็ให้อยู่เมืองสังแล
ยังมีไทยหมู่หนึ่งลุกแต่เมืองวิเทหราชนั้นมา เขาก็หลงเข้ามามี ๖๙ คน มาตายเสียผู้หนึ่ง ยังค้างอยู่ ๖๘ คน เขาก็มีเบี้ยมาจ่ายกาด จายรี[2]ทั้ง ๖๘ คน ชายเข้าให้เป็นร้อยแล เขานั้นตัดลากและผ้านุ่งเจียมที่กุบดานลูกแคว้นมางสัง[3]เขานี้มาแต่เมืองขึ้นหลวงฟ้าวองภายหน้าโพ้นมาแล ค้างมางใหญ่ทั้งหลาย ๑๑ คน ล้ำ[4]นั้นเป็นผู้น้อยสิ้นแล