หงสาวดีตรัสให้ทูตกลับเข้ามาอีก ว่าถ้าน้องเรามิออกมาหาเรา เมือง พระพิษณุโลกน้อยนัก แต่ทหารกองหน้าก็จะคับเมือง สมเด็จ พระมหาธรรมราชาเจ้า จึงนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูปออกไปฟังการพระสงฆ์ออกไป สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีให้นำพระสงฆ์ไปดูมูลดินและบันใดหกบันใดพาดแล้วให้เอาข่าวไปแจ้งแก่น้องเรา ถ้าน้องเรามิออกมา จะให้ทหารถือมูลดินแต่คนละก้อนถมเมืองเสียให้เต็มแต่ นาฬิกาเดียวพระสงฆ์ไปดูแล้ว กลับเข้ามาแจ้งแก่พระมหาธรรมราชาเจ้าโดยได้เห็นและพระเจ้าหงสาวดีสั่งมาทุกประการ สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าจึง ปฤกษามุขมนตรีว่า เราคอยกองทัพกรุงเทพมหานครช้าพ้นกำหนด อยู่แล้วก็ไม่ยกขึ้นมา อันศึกพระเจ้าหงสาวดีมาครั้งนี้เป็นอันมาก เสียงพลเสียงช้างเสียงม้า ดังเกิดลมพายุใหญ่ เห็นเหลือกำลัง เรานักถ้าเราจะมิออกไป พระเจ้าหงสาวดีก็จะให้ทหารเข้าหักเหยียบเอาเมือง สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรจะเถิงแก่พินาสฉิบหายสิ้นทั้งพระพุทธศาสนาก็จะเสร้าหมองดูมิควรเลย จำเราจะออกไป เถิงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าช้างเผือก จะทรงพระพิโรธประการใดก็ดี ก็ตายแต่ตัว จะแลกเอาชีวิตสัตย์ให้รอดไว้
ครั้นรุ่งขึ้นวันอาทิตย์เดือนยี่แรม ๕ ค่ำ สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าก็เสด็จออกไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ๆ ตรัสว่า น้องเราไปด้วยเรา ให้เร่งเตรียมพลให้พร้อมใน ๗ วัน สมเด็จพระมหา ธรรมราชาเจ้า ก็จัดพล ๓๐๐๐๐ มาโดยเสด็จในกองทัพหลวง สมเด็จพรเจ้าหงสาวดีก็เสด็จยกลงมาประชุมทัพณเมืองนครสวรรค์