ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf/121

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
76
 

พระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก เสด็จออกไปอยู่วังหลัง ในขณะนั้นพระชนม์ได้ ๕๙ พระพรรษา ส่วนสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินเมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติพระชนม์ได้ ๒๕ พรรษา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก เวนราชสมบัติแล้ว ถึงณวันเดือน ๓ ก็ เสด็จขึ้นไปเมืองลพบุรี ตรัสให้บุรณะอารามพระศรีรัตนมหาธาตุให้บริบูรณ์ แลแต่งปะขาวนางชี ๒๐๐ กับข้าพระ ให้อยู่รักษาพระมหาธาตุ แล้วก็เสด็จลงมายังกรุงพระมหาศรีอยุธยา

ครั้งนั้นเมืองเหนือทั้งปวงเป็นสิทธิ์แก่พระมหาธรรมราชาเจ้าอนึ่ง การแผ่นดินในกรุงพระมหานครศรีอยุธยา พระมหาธรรมราชาบังคับบัญชาลงมาประการใด สมเด็จพระมหินทราธิเจ้าแผ่นดิน ต้องกระทำตามทุกประการ ก็ขุ่นเคืองพระราชทัย จึงเอาความ นั้นไปกราบทูลสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก ก็น้อยพระทัย ขณะนั้นพระยารามออกจากที่กำแพงเพ็ชร เอามาเป็นพระยาจันทบูร สมเด็จพระมหินทราธิราช ก็ตรัสกิจการ ทั้งปวงด้วยพระยารามเป็นความลับ แล้วก็ส่งข่าวไปแก่พระเจ้ากรุง ศรีสัตนาคนหุต ให้ยกมาเอาเมืองพระพิษณุโลก จึงพระเจ้ากรุง ศรีสัตนาคนหุต ก็บำรุงช้างม้ารี้พลสรัพ จะยกมาเอาเมือง พิษณุโลก พระมหาธรรมาราชตรัสรู้ว่า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต จะยกทัพมา มิได้แจ้งในกล ก็ส่งข่าวทูลแก่สมเด็จพระมหินทรา ธิราชเจ้าแผ่นดิน พระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ก็ให้พระยาศรีราชเดโช แลพระท้ายน้ำขึ้นไปช่วย แต่สั่งเป็นความลับไปว่า ถ้าทัพ