พระยาศรีก็แต่งการที่จะปล้นเมืองกำแพงเพ็ชร ก็จัดชาวอาษาใน หมวดพัน ตรีชัยศักดิ์ ๑๐๐๐ แต่งการสรัพก็ยกเข้าปล้นเมืองในเพลากลางคืน เมื่อแรกยกเข้าไปนั้น ชาวเมืองสงบอยู่ ละให้เข้าไปถึงเชิงกำแพง แล้วก็วางปืนไฟ และพุ่งสาตราวุธมาต้องชาวอาษา ๆ ก็พ่ายออกมา แต่ยกเข้าปล้นเมืองถึง ๓ วันรี้พลตายมาก เห็นจะเอาเมือง มิได้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า ก็เลิกทัพหลวงคืนลงมายังนครสวรรค์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก และสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า ก็เสด็จลงมายังพระมหานครศรีอยุธยา ส่วนพระยารามอยู่อยู่แต่งการซึ่งจะกันพระนคร และในหน้าที่กำแพงรอบพระนครนั้น ให้แต่งป้อมเพ็ชรและหอรบระยะไกลกันแต่เส้นหนึ่ง วางปืนใหญ่ไว้ระยะแต่ ๑๐ วา ปืนบะเหลี่ยมจ่ารงมณฑลกระยะใกล้กันแต่ ๕ วา อนึ่งกำแพงพระนครขณะนั้น ตั้งโดยกระบวนเก่าและยัง ไปรื้อลงตั้งในริมน้ำ พระยารามก็ให้ตั้งค่ายรายไปตามริมน้ำเป็น ชั้นหนึ่ง และไว้ปืนจ่ารงมณฑกสำหรับค่ายนั้นก็มากแล้ว ให้ตั้งหอ โทรในกลางน้ำ ไกลริมฝั่งไป ๕ วารอบพระนคร มิให้ข้าศึกเอาเรือ เข้ามาตีริมพระนครได้
ฝ่ายข้าหลวงในเมืองพระพิษณุโลก ครั้นสมเด็จพระมหาจักร พรรดิพระเจ้าช้างเผือก และสมเด็จพระมหินทราธิราช มานำพระวิสุทธิกษัตริย์และเอกาทศรฐ กับครอบครัวอพยพข้าหลวงเดิมลงไปแล้ว ก็ขึ้นม้ารีบไปยังกรุงหงสาวดี กราบทูลแด่พระมหาธรรมราชาเจ้าทุกประการ พระมหาธรรมราชาได้แจ้งดังนั้น ก็ตกพระทัย จึงเข้าไป