มาครั้งนั้นประมาณ ๓๐๐๐ จึงกรมการเมืองนครนายกส่งข่าวมาถวายมุขมนตรีจึงเอาหนังสือขึ้นบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๆ ทราบข้อราชการแล้ว จึงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ตรัสสั่งให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองมุขมนตรีทั้งหลายปรึกษาว่า พระยาละแวกยกช้างม้าริ้พลมาดังนี้ ท้าวพระยาทั้งหลายจะคิดประการใด จึงพระยาเพทราชาผู้เป็นพระยา นครบาล ก็ทูลพระกรุณาว่า กรุงพระมหานครไซ้พึ่งเป็นขึ้น รี้พล บอบช้ำเบาบางยังไป่มิได้สมบูรณ์ และพลทหารซึ่งจะขึ้นประจำหน้าที่รอบพระนครนั้น เห็นมิครบหน้าที่ อนึ่งปืนใหญ่น้อยสำหรับพระนครนั้นพระเจ้าหงสาวดีก็ให้เอาไปเป็นอันมาก แล้วปืนซึ่งตั้งซ่องป้อมนั้น เป็นอันน้อย อนึ่งทั้งดินประสิวก็น้อย มิได้ประมูลไว้สำหรับที่จะ กันพระนคร และซึ่งจะตั้งอยู่รบป้องกันพระนครครั้งนี้ เห็นพ้นกำลัง ขอเชิญเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลกให้พ้นสัตรูก่อน และท้าวพระยา มุขมนตรีหัวเมืองทั้งหลาย ก็ลงเป็นคำเดียวกันด้วยพระยาเพทราชา สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ตรัสบัญชาตามท้าวพระยาทั้งหลาย จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งแกขุนเทพอรชุน ให้แต่เรือพระที่นั่งและเรือประเทียบทั้งปวงให้สรรพ ในขณะนั้น พระเพ็ชรรัตนณเพ็ชรบุรีมีคดี ทรงพระกรุณาเอาออกจากราชการ พระเพ็ชรรัตนก็คิดเป็นขบถ และซ่องสุมคนชาวนอกทั้งปวงได้มากแล้ว คิดจะปล้นทัพหลวงเมื่อเสด็จ ขึ้นไปนั้น จึงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ตรัสถามขุนเทพอรชุนยังคิดเห็นประการใด จึงขุนเทพอรชุนทูลพระกรุณาว่า พระเจ้าละแวกยก มาครานี้มิได้เป็นศึกใหญ่ และขอทรงพระกรุณาเสด็จอยู่ และรบพุ่ง
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf/155
หน้าตา