ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf/173

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
128
 

ขวาทรงพระสุวรรณภิงคาร หลั่งอุทกธาราลงเหนือพื้นพระสุธาดล จึงออกพระโอฐตรัสประกาศแก่เทพเจ้าทั้งหลาย อันมีมหิทธิฤทธิ์ และทีทิพจักขุทิพโสต ซึ่งสิตอยู่ทุกทิศานุทิศจงเป็นทิพพะยานด้วย พระเจ้าหงสาวดิ่มิได้ตั้งอยู่โดยคลองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณีเสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจจริตคิดจะทำภยันตรายแก่เรา ตั้งแต่วันนี้ไป กรุงพระมหานครศริ่อยุธยา กับเมืองหงสาวดิ่ มิได้ เป็นสุวรรณปัฐพีเดียวดุจหนึ่งแต่ก่อน ขาดจากกันแต่วันนี้ไปตราบเท่ากัลปาวสาน ครั้นพระราชบริหารประกาศเป็นฉินทภาถอุตัยมหานครเสร็จแล้ว พระราชโองการตรัสสั่งท้าวพระยาเสนามุขมนตรีทั้งปวงว่า เราจะยกทัพกลับลงไปพระนครครั้งนี้ จะพาพระมหาเถรคันฉอง และญาติโยม กับพระยาเกียรติ พระยาพระรามไป แล้วจะตีกวาด ครอบครัวมรามัญหัวเมืองรายทางไปด้วย

ครั้นวันศุกร์ เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ เพลาตี ๑๑ ทุ่ม ให้เอาพระคชาธารเข้าเทียบเกย ทอดพระเนตรเห็นพระสารีริกบรมธาตุ เสด็จปาฎิหาย์มาแต่ประจิมทิศ ผ่านพระคชาธารไปข้างบุรพทิศ จึงเสด็จพยุหบาตรยาตราทัพออกจากเมืองแครง พระมหาเถรคันฉอง พระยาเกียรติ พระยาพระราม และญาติโยมก็มาโดยเสด็จ ฝ่าย นายทัพนายกองก็แยกย้ายกันตีครัว ต้อนครัวรายทางมาได้ประมาณ ๑๐๐๐๐ เศษ ครั้นเถิงฝั่งแม่น้ำสะโตง ก็ให้เที่ยวเก็บเรือ หาไม้ผูก พ่วงแพเร่งข้ามครอบครัวรี้พลช้างม้าทั้งปวงเถิงฟากทั้งสิ้นแล้ว ก็ให้ เผาเรือทำลายแพเสีย ครั้นพระเจ้าหงสาวดีแจ้ง จึงให้พระมหาอุปราชา