หงสาวดีจะยกพลศึกลงมายังกรุงพระมหานคร ส่วนทัพพระเจ้าเชียงใหม่ก็ตั้งอยู่ตำบลสระเกษ และทัพพระยาอภัยคามณีตั้งเป็น ทัพหน้าในตำบลตลาดกรวด
พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสามพระองค์ ตรัสรู้ข่าวซึ่งพระมหาอุปราชามาตั้งทำนาในเมืองกำแพงเพ็ชร จึงตรัสพิพากษาด้วยท้าวพระยาพฤฒามาตย์มนตรีทั้งหลายว่า ซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่มาตั้งอยู่เป็นช้านาน และมิได้ยกเข้ามารบพุ่งดังนี้ไซ้ เห็น ว่าจะอยู่ท่าทัพพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งจะยกมาเถิง จึงจะควบกันยกเข้า มาทีเดียว และเราจะละให้พระเจ้าเชียงใหม่ ตั้งอยู่ดังนั้นมิควร ควร ยกทัพหลวงออกไปตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่ อย่าให้ตั้งอยู่ได้ และทัพพระเจ้าหงสาวดีคิดว่าคิดว่าจะยกมานั้นมิว่างจะยกลงมาได้ในปีนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสามพระองค์ ก็ตรัสให้ตรวจช้างม้ารี้พล ทัพบกทัพเรือ ณวันพุธเดือน ๕ ขึ้นค่ำหนึ่ง เพลารุ่งแล้ว ๔ นาฬิกา ๒ บาท ก็เสด็จพยุหยาตราจากพระนครโดยชลมารค ตั้งทัพชัย ในลุมพลี เถิงวันเสาร์เดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ตรัสให้เทียบเรือรบเรือไล่ทั้งปวง ก็เสด็จด้วยพระชลวิมานขึ้นไปเถิงป่าโมกน้อย เพื่อจะดูกำลังข้าศึก ยังจะรบพุ่งหรือประการใด
จึงพระเจ้าเชียงใหม่ก็ใช้สะเรนันทสู เอาช้างเครื่อง ๓๐ ม้าเครื่อง ๕๐๐ พลทหาร ๕๐๐๐ ยกเข้ามาป่าโมกน้อย พระบาท สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสรู้ว่าข้าศึกยก