ตรัสว่า เรายกมาครั้งนี้หมายจะได้ข้าวในท้องนาก็หาสมคิดสมคะเน ไม่ ฝ่ายกรุงกัมพูชาธิบดีเล่า ฝนแล้ง ต้นข้าวในท้องนาก็ได้ ฝนน้อย ประการหนึ่งมิได้ มีทัพเรือลำเลียงมาด้วย กองทัพ เราจึงขัดสนสะเบียง เสียทีมิได้เมืองดังนั้นก็ดี แต่พอรู้จักกำลัง ศึกหนักมือเบามืออยู่แล้ว จำเป็นจะถอยทัพเรากลับไปก่อน
ครั้นณวันอังคารเดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เลิกทัพกลับมายังพระนคร ตรัสให้บำรุงช้างม้ารี้พลไว้ปีหน้า จะยกไปเอาเมืองกัมพูชาธิบดีให้ได้
ลุศักราช ๙๔๔ ปีมะเมียจัตวาศก (พ.ศ. ๒๑๒๕) เดือน ๑๒ ข้างแรม พระเจ้าหงสาวดีเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน จึงตรัส ปรึกษาด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวงว่า ในปีมะเส็งนั้นเห็นประหนึ่งทัพพระนเศวรจะมาเถิงกรุงหงสาวดี และสงบอยู่มิได้มานั้น ราชการทางพระนครศรีอยุธยาจะเป็นประการใด ถ้าจะแต่งกองทัพไปตรวจด่าน จะได้ฟังซึ่งกิจาการแห่งเมืองไทยได้ตระหนักด้วย ท้าว พระยามุขมนตรีทั้งปวงเห็นโดยพระบริหาร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็ตรัสให้พระเจ้าแปรถือพล ๕๐๐,๐๐๐ ช้าง ๒๐๐ ม้า ๕๐๐ ยกไปตรวจด่านทาง และให้ฟังกิจคดีศัพท์ทุกประการ ถ้าแผ่นดินพระ นครศรีอยุธยายังเป็นของพระนเรศวรอยู่ ก็อย่าให้ล่วงด่านแดนเข้า ไป แต่หญ้าเส้นหนึ่งก็อย่าได้ทำอันตรายเสีย
ครั้นได้ศุภวารดิถีอุดมฤกษ์ พระเจ้าแปรก็ถวายบังคมลา คุมช้างม้ารี้พลไปตรวจทางตระเวณด่านโดยสถลมารค ครั้นเถิงด่านต่อ