ก็ให้โห่ขึ้นพร้อมกัน พระยามหาโยธา พระยาศรีราชเดโช พระยา ท้ายน้ำ พระราชมนู ก็ขี่ช้างนำหน้า ยกทหารเข้าไปจะทำลายประตูเมือง เขมรซึ่งรักษาหน้าที่ริมประตูและรักษาประตู ก็ยิงธนูหน้าไม้ ปืนใหญ่น้อยออกมาทั้งสี่ด้าน พลทหารไทยเจ็บป่วยล้มตายก็มิได้ ถอย พระยามหาโยธาก็ขับช้างเข้าให้แทงประตูถีบประตูเป็นสามารถพอรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์เดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ ศักราช ๙๔๖ ปีวอกฉอศกประตูก็พังลง ทหารไทยกรุเข้าเมืองได้ไล่ฆ่าฟันเขมรตายเป็นอันมากเขมรกองขันกองกลางทั้งสองขั้น ก็มิได้รบ ทิ้งเครื่องสาตราวุธเสีย หนีกระจัดกระจายออกจากเมืองบ้างไปหาครอบครัวบ้าง พระราชบุตรนั้นก็หนีไปด้วย จับได้พระยาละแวกกับพระศรีสุพรรณมาธิราช และญาติประยุรวงศ์ สนมกรมในท้าวพระยาพระเขมร ครอบครัวพลเมืองเป็นอันมาก พลทหารก็กุมเอาพระเจ้าละแวกพันธนาการเอามาถวาย
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวแย้มพระโอฐ แล้วมีพระโองการตรัสถามพระเจ้าละแวกว่า ท่านเป็นกษัตริย์ขัติยราช บำรุงแผ่นดินกรุง กัมพูชาธิบดี มีกุรุราษฎร์เป็นแว่นแคว้นขันธเสมา ฝ่ายกรุงพระมหานครศรีอยุธยา ก็มีปัจจันตชนบทเป็นแว่นแค้น และสองพระนครนี้ก็เป็นราชธานีใหญ่ ถ้าจะใคร่ได้สมบัติในพระนครศรีอยุธยา แผ่เสมามณฑลให้กว้างขวาง เหตุไฉนจึงมิยกเป็นพยุหโยธาไปกระทำสงครามให้ต้องทำนองขัติยราชรณยุทธ์ อันเป็นที่บันเทิงหฤทัยกษัตราธิราช แต่ก่อน จึงคอยแต่ข้าศึกหงสาวดีมาติดพระนครศรีอยุธยาครั้งใด ก็มีแต่ยกพลไปพลอยซ้ำเติมตีเอาเมืองชนบทประเทศ กวาดเอาอพยพ