ครั่นคร้ามพระเดชเดชานุภาพเป็นอันมาก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบดูรอบเมืองตะนาวศรี เห็นหน้าที่ข้างอุดรทิศจะเข้าได้ เสด็จกลับมายังค่ายหลวง จึงมีพระราชกำหนดให้นายทัพนายกอง ทำ บันได ๑๐๐ อันปลายบันไดให้ผูกพลุเพลิงพะเนียงจงครบเพลาตี ๑๑ ทุ่ม ถ้าได้ยินเสียงปืนใหญ่ ๓ นัดแล้ว ให้เอาบันได้พาดจุดพลุพะเนียงปีน เอาเมืองให้ได้ ท้าวพระยามุขมนตรีนายทัพนายกองรับพระราช โองการแล้ว ก็มาจัดแจงการทั้งปวงไว้สรัพ กับพลทหารอาษา ๑๐๐๐ ซึ่งจะเข้าปีนเมืองพร้อมกันเสร็จ ครั้นเพลา ๓ ยามสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นบนเกยคอยฤกษ์ เดชะพระบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัว ถ้ามีชัยแก่ข้าศึกครั้งใด ก็ให้เห็นศุภนิมิตรประจักษ์ทุกครั้ง พอเพลา ๓ ยาม ๗ บาท พระสารีริกบรมธาตุใหญ่เท่าผลส้มเกลี้ยง เสด็จผ่านด้านตะนาวศรี มาแต่ทิศอุดรไปเฉียงอาคเน พระรัศมีสว่างวาบไปทั้งอากาศและปฐพี สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเห็นดังนั้น ทรง พระปิติโสมนัสถวายทัศนัขสโมธาน เหนือพระศิโตรม์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วสั่งปโรหิตาจารย์ทั้งหลาย ให้ประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรี ปี่พาทย์ฆ้องชัยในทันที ให้ฝรั่งแม่นปืน จุดจ่ารงคร่ำทองท้ายที่นั่ง ๓ บอกไล่กันเป็นสำคัญ
ฝ่ายนายทัพนายกองได้ยินเสียงปืนใหญ่เป็นสำคัญ ก็ให้ทหารรุดกันเอาบันไดพาดกำแพงเมือง จุดพลุพะเนียงเสียงเป็นโกลาหล เจ้าหน้าที่เห็นดังนั้นก็ตกใจ จะออกยืนรบพุ่งก็ทนเพลิงมิได้ ทิ้งหน้าที่ เสีย ฝ่ายทหารข้าหลวงก็เข้าเมืองได้ พอเพลารุ่งขึ้นก็กุมเอาตัว