ทั้งปวง ก็โดยเสด็จดาดาษในวนณพระมหาทีธาร ประทับรอนแรม ๕ เวนก็เถิงเมืองกาญจนบุรี เสด็จยังพลับพลาที่ประทับ สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จแรมพักช้างม้ารี้พลจัดกองทัพ ๓ เวน และ กองทัพหลวงเสด็จครั้งนั้น พลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๕๐๐
ครั้นรุ่งขึ้นจะเสด็จในเพลา ๑๐ ทุ่มสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินว่า ยังมีสิงคาละตัวน้อยมาคาบลากเอาพระยาคชสารตัวใหญ่ไปสู่ประเทศแห่งตนได้ ในพระสุบินว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสเห็นประหลาด เสด็จตามไปจะชิงเอาพระยาคชสารก็มิได้ ด้วยป่านั้นเป็นทุเรศกันดาร เท่านั้นก็บรรทมตื่นพอตี ๑๑ นั้น จึงตรัสให้พระโหราซ้ายขวาพยากรณ์ พระโหราธิบดีถวายพยากรณ์ทำนายว่า เสด็จ พระราชดำเนินมาครั้งนี้ เพื่อจะไปกระทำยุทธนาการด้วยพระเจ้า หงสาวดี เอาฐานะพระเจ้าหงสาวดีเป็นที่ตั้ง ดังพญาคชสาร ซึ่ง ว่ามีสิงคาละตัวน้อยมาขบคาบเอาพญาคชธารสารไปได้นั้น ดีร้ายจะมี ปฎิปักษ์เมืองหนึ่ง แต่ว่าเป็นเมืองน้อยมาปลอมปล้นลักต่ำพระ องค์พระเจ้าหงสาวดีลงเสียจากเศวตฉัตร แล้วพาไปเมืองแห่งตน ทัพหลวงจะได้เสด็จติดตามไป แต่ทว่าเห็นจะมิได้พระเจ้าหงสาวดี คืนมา จะขัดสนด้วยเหตุสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นแท้ พระสุบินนี้เป็นเทพสังหรณ์บอกเหตุ ใช่จะร้ายสิ่งใดหามิได้
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้นตรัสได้ทรงดังนั้นแล้ว จึง ทรงพระกรุณาตรัสว่า ซึ่งทำนายทั้งนี้โดยลักษณะพระสุบิน แต่เรา