ลุศักราช ๙๕๔ ปีมะโรงจัตวาศก[1] (พ.ศ. ๒๑๓๕) เดือน ๑๒ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้บำรุงช้างม้ารี้พลทั้งปวงไว้สรัพ จะยกทัพหลวง เสด็จไปเอาเมืองตองอู จึงมีข่าวมาว่าพระยาอังวะยกมาเอาเมืองนายแลได้เมืองนายแล้ว และพระยาอังวะจะยกไปเอาเมืองแสนหวีเล่า พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสว่า เมืองนายและเมืองแสนหวีไซร้ ได้เป็นขันธเสมาฝ่ายกรุงพระนครศรีอยุะยาแล้ว และซึ่งพระยาอังวะมาเอาเมือง นายแลเมืองแสนหวีดังนี้ ควรเรายกทัพหลวงไปเมืองอังวะ จึง มีพระราชกำหนดแก่ท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีทั้งปวง ให้ตรวจเครื่องสรรพาวุธช้างม้ารี้พลทั้งปวงจงสรัพ และจะยกทัพ หลวงเสด็จไปเอาเมืองอังวะ ครั้นมิคศริมาศ พระบาท สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งพระตำหนักในตำบลป่าโมก ครั้นเสร็จก็เสด็จด้วยพระชลวิมานมาโดยทางชลมารค เสด็จเข้าตระพังพลในพระตำหนัก ป่าโมกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์ ก็เสด็จพยุหยาตราจากตำบลป่าโมก เสด็จโดยชลมารค ขึ้นเหยียบชัยภูมิในตำบลเอกราช ให้ขุนแผนสะท้านฟันไม้ข่มนาม โดยการพระราชพิธีพิชัยสงครามเสร็จ ก็เสด็จออกทัพชัยในตำบล พระหล่อ
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๖๖ มะโรงศก