ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf/343

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
298
 

กราบแล้วจึงว่า ราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท้าวพระกรุณาสิ้น ที่ผู้ใดจะขัดแข็งนั้นข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นไม่มีตัวแล้ว เจ้าพระยากลาโหม สุริยวงศ์ จึงว่าท่านทั้งปวงจงเห็นจริงด้วยเราเถิด เราคิดว่าเป็นลูก เจ้าข้าวแดงจึงเป็นต้นคิดอ่านปลูกแต่งปรึกษา มิให้เสียราชประเพณี ยกราชสมบัติถวายแล้วยังหามีความดีไม่ ฟังแต่คำคนยุยง กลับจะมาทำร้ายเราผู้มีความชอบต่อแผ่นดินอีกเล่า ท่านทั้งปวงไปข้างหน้าจงเร่งคิดเถิด ขุนนางทั้งนั้นกราบแล้วว่าอันท้าวพระกรุณาว่านี้ควรนักหนา

เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ดูท่วงทีขุนนางทั้งปวง เห็นยังไว้อารมณ์เป็นกลางอยู่มิลงใจเป็นแท้ จึงร้องสั่งทะลวงฟันให้กุมเอาตัว ขุนมหามนตรีและบ่าวไพร่ ซึ่งพายเรือมานั้นไว้ให้สิ้น ทะลวงฟัน ก็กรูกันจับขุนมหามนตรีและไปคุมไว้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดัง นั้นต่างคนตกใจหน้าซีดลงทุกคน

เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นดังนั้น จึงว่าบัดนี้พระเจ้าแผ่นดินว่าเราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิดการกบฎ ก็ท่านทั้งปวง ซึ่งจะมาช่วยเราโดยสุจริตนั้น จะมิพลอยเป็นกบฎด้วยหรือ

ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันกราบเรียนว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อุปมาเหมือนหนึ่งท่านบรมโพธิสัตว์เป็นนายสำเภา คนทั้งหลายโดยสาร ไปค้าใช้ไปถึงท่ามกลางพระมหาสมุทรต้องพายุใหญ่ สำเภาจะอัปปางอยู่แล้ว บรมโพธิสัตว์จึงว่าถ้านิ่งอยู่ดังนี้ ก็พากันตายเสียสิ้นทั้งลำสำเภา จึงตั้งสัตย์อธิฐานว่าถ้าอาตมาจะสำเร็จแก่พระบรมโพธิญาณ ขออย่าให้สำเภาอับปางในท้องพระมหาสมุทรเลย เดชะอานุภาพพระบารมีบรมโพธิสัตว์ สำเภาก็มิได้จลาจล แล่นล่องถึงประเทศธานี