จึงทรงพระกรุณาตรัสว่า จะเอาพระบรมศพทิ้งน้ำเสีย ไม่เผาแล้ว พระยาราชนายกว่าที่กลาโหมนั้น กราบทูลพระกรุณาอ้อนวอน ขอให้ทำพระเมรุถวายพระเพลิง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง จึงทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ทำพระเมรุมาศขนาดน้อย ขื่อ ๕ วา ๒ ศอก พระสงฆ์สดับ ปกรณ์ ๑๐๐๐๐ ให้ลดเสียเอาแต่ ๕๐๐๐ ให้จับการทำพระเมรุ ๑๐ เดือนจึงเสร็จสำเร็จครั้นเดือน ๔ ปีฉลูจึงได้เชิญพระบรมศพออกไปถวายพระเพลิงณพระเมรุแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสว่าทำบุญน้อยนัก ไม่สบายพระทัย ให้มนต์พระสงฆ์ขึ้นอีก ๑๐๐๐ เป็น ๖๐๐๐ สดับปกรณ์ ๓ วันแล้วถวายพระเพลิง แล้วดับพระเพลิงพระอัฐิธาตุใส่พระ โกศน้อย เห่เข้ามาบรรจุไว้ท้ายจระนำ วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แล้วทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งอัครมหาเสนาธิบดีว่า วัดป่าโมกสำเร็จอยู่แล้ว จะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปฉลอง ณเดือน ๖ ปีขาลอัครมหเสนารับสั่งแล้ว เกณฑ์ให้ไปทำตำหนักบ้านชีปะขาว และ ตั้งพลับพลา สัดธา ดอกไม้เพลิง โรงโขน โรงรำ ณทุ่งนางฟ้า ให้มีหคะเมนไต่ลวด สามต่อ โจนร่ม มีช้างบำรูงาด้วย ครั้น ตำหนักพลับพลาสำเร็จแล้ว เดือน ๖ ข้างขึ้นเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเรือพระที่นั่งกิ่ง แลดั้งกัน เป็นกระบวนพยุหยาตราขึ้นไปประทับ ณตำหนักวัดชีปะขาว ครั้นรุ่งขึ้นเพลาบ่าย เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปฟังพระพุทธมนต์ ๓ วัน แล้วจึงพระสงฆ์ฉัน ๓๐๐ รูป ถวายผ้า และเรื่องไทยทานทุก ๆ รูปแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การมหรสพทั้งปวง ๓ วัน วันสุดมีช้างบำรูงา เพลาเย็นเกิดพยุหยาด
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf/450
หน้าตา