ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf/460

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
415
 

ครั้นอยู่มาผู้รั้งเมืองกุยบุรีบอกหนังสือส่งทองร่อนหนัก ๓ ตำลึง เข้ามาถวาย ว่าตำบลบางสะพานเกิดที่ร่อนทองขึ้น ครั้นถึงเดือน ๑๒ ปีเถาะนพศก (จ.ศ. ๑๑๐๙ พ.ศ. ๒๒๙๐) ให้เกณฑ์ไพร่ ๒๐๐๐ ยกออกไปตั้งร่อนณบางสะพาน ครั้นสิ้นเดือน ๕ ปีมะโรงสัมฤทธิศก (จ.ศ. ๑๑๑๐ พ.ศ. ๒๒๙๑) ได้ทองเข้ามาถวาย ๙๐ ชั่งเศษ ผู้ รั้งเมืองกุยนั้น โปรดให้เป็นพระกุยบุรี แล้วทรงพระราชศรัทธาให้ แผ่ทองร่อนเป็นประธากล้อง ปิดพระมณฑปพระบรมพุทธบาท และ ให้แผ่หุ้มแต่เหมแลนาคลงมา

ครั้นเดือน ๕ ปีมะเมียโทศก (จ.ศ ๑๑๑๒ พ.ศ. ๒๒๙๓) ให้แจกทานแก่ยาจกวณิพกเสมอคนละบาท สิ้นเงิน ๑๓๐๐ ชั่งเศษ ณเดือน ๘ แรม ๑๐ ค่ำ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักจนสะอึก ๓ ชั้น ต่อกลางเดือน ๑๐ จึงคลาย ครั้นเดือน ๑๒ ข้างขึ้นเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมโภชพระพุทธบาท เป็นกระบวนราบ เสด็จพักณพระตำหนักท่าเจ้าสนุก แล้ว ทรงพระวอขึ้นไปประทับร้อนณบ่อโศก เพลาเย็นเสด็จไปถึงท้ายพิกุล ครั้นสมโภชพระบรมพุทธบาทครบ ๗ วันแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับยังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา

ในปีนั้นสมิงทอออกไปโพนช้างป่า พระยาทะละคิดกบฎให้ สมัครพรรคพวกไล่รบสมิงทอ ๆ แตกหนีเข้าหนีป่ามาทางเมืองตาก ทรงพระกรุณาให้รับลงมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว ส่งตัวไปจำไว้ณคุก ด้วยบังอาจให้มีราชสารมาว่าจะเป็นทองแผ่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร

ณปีมะเมียโทศก กรมหมื่นอินทรก็ถึงแก่พิราลัย ให้ตั้งการถวายพระเพลิงณวัดชัยวัฒนาราม ปีนั้นนักองอึ่งไปเอาญวนมารบ