เวนเถิงเมืองกำแพงเพ็ชร เสด็จประทับแรมอยู่ ๑๕ เวน ครั้น ณวันพฤหัสบดีเดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำเสด็จตั้งทัพชัย เถิงณวันเสาร์ เดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำ จึงยกทัพหลวงเสด็จจากที่นั้น ครั้นณวัน อังคารเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำได้เมืองลำพูนชัย เถิงณวันจันทร์เดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ ได้เมืองเชียงใหม่ ณวันศุกร์เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำบังเกิด อุบาทว์ มีนิมิตรเห็นโลหิตตกอยู่ณประตูบ้าน และเรือนชนทั้งปวงใน เมืองนอกเมืองทุกตำบล ครั้นณวันจันทร์เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ เสด็จ ยกพยุหยาตราทัพหลวงจากเมืองเชียงใหม่มายังพระนครศรีอยุธยา
ศักราช ๘๘๙ ปีกุรนศก[1] (พ.ศ. ๒๐๗๐) เสด็จสวรรคต ณมัชฌิมวิธีประเทศ มุขมนตรีเชิญพระบรมศพเข้าพระนครศรีอยุธยาสมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าเสด็จอยู่ในสิริราชมไหสวรรย์ ๑๔ พระวษามีพระราชโอรส ๒ พระองค์ พระราชโอรสผู้ที่ทรงพระนามชื่อพระ ยอดฟ้า พระชนม์ได้ ๑๑ พระวษา พระโอรสผู้น้องทรงพระนาม ชื่อพระศรีสิน พระขนม์ได้ ๕ พระวษา ครั้นถวายพระเพลิงพระชัยราชาธิราชเจ้าเสร็จแล้ว ฝ่ายพระเทียรราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้านั้น จึงดำริว่า ครั้นจะอยู่ในฆราวาส บัดนี้เห็น ภัยจะยังเกิดมีเป็นมั่นคง ไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระ พุทธศาสนาและผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยพระอรหัตต์ จะเป็นที่พึ่งพำนักพ้นภัยอุปัททวันตราย ครั้นดำริแล้วก็ออกไปอุปสมบท เป็นภิกขุภาวะอยู่ในวัดราชประดิษฐาน
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๐๘ มะเมียศก