ขณะนั้นกองทัพพะม่าวกไปตั้งโอบหลังทัพหลวง แล้วแบ่งกันเข้าแหกค่ายพระยายมราชได้ ในทันใดนั้นพระยายมราชขับทหารเข้าตีคืนชิงเอาค่ายได้
อยู่ประมาณ ๑๑-๑๒ วันพะม่าทำการติดพิษณุโลกกวดขันขึ้น ฝ่ายข้างในเมืองขาดสะเบียงทแกล้วทหารอิดโรยลงเรรวนนัก ข้างทัพหลวงนั้นก็เสียทีลาดถอยมาตั้งณบางข้าวตอก ครั้นเดือน ๕ ข้างขึ้นเจ้าพระยาจักรี, เจ้าพระยาสุรศรี เห็นเหลือกำลังก็พาทหารฝ่ากองทัพพะม่าหนีออกจากเมืองพิษณุโลก[1] ฝ่ายกองทัพทั้งปวงก็แตกกันเป็นอลหม่าน กองทัพพะม่าได้ทีก็ยกไล่ติดตามมา
ขณะนั้นพอข้างกรุงอังวะให้ม้าใช้ถือหนังสือมาถึงอะแซวุ่นกี้แม่ทัพว่า กรุงอังวะเกิดเหตุด้วยพระเจ้ามองระทิวงคต ได้ครองแผ่นดินอยู่ ๙ ปี จึงจิงกูซึ่งเป็นราชบุตรพระชนม์ ๒๕ ปีคิดฆ่ามังโปอาเสีย แล้ว ก็ถึงซึ่งขัติยาภิเศก ในศักราช ๑๑๔๓ ปีจึงเสด็จลงไปนมัสการพระมุเตา ณกรุงหงษาวดี ฝ่ายมองหม่องซึ่งเป็นโอรสมังลอกนั้นเป็นกบฎขึ้นฆ่า จิงกูเสีย ชิงเอาเศวตฉัตรได้เป็นใหญ่ในกรุงอังวะ และจิงกูได้สมบัติ อยู่ ๗ ปี อะแซวุ่นกี้รู้เหตุนั้นจึงให้ถอยทัพไป
ขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงพระโทมนัสน้อยพระทัยแก่ข้าศึกนัก ตรัสให้หาหมื่นสรสำแดงมาถามหน้าพระที่นั่ง จะให้คุมเลกทหาร, คุมเลกเกณฑ์หัด ขึ้นไปตามรบพะม่า นิ่งเสีย มีรับสั่งให้ประหารชีวิตเสีย
- ↑ จดหมายเหตุโหรว่า จ.ศ. ๑๑๓๘ (พ.ศ. ๒๓๑๙) ณวันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เสียเมืองพิษณุโลกเวลา ๒ ยามเศษ