ประวัติอันงาม ซึ่งน้อยคนนักจะทำได้เสมอเหมือน เราท่านย่อมทราบกัน อยู่ดีว่า ในสมัยราชาธิปไตยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น การทำตนให้เจ้านายโปรดปรานทนทาน เพราะทรงเห็นความสามารถอย่างมั่นคงยงยืนนั้น ไม่ใช่เป็นของปฏิบัติได้ง่าย และฉะเพาะอย่างยิ่งสำหรับทูลกระหม่อมเล็กพระองค์นี้แล้วยิ่งยากนัก
ข้าพเจ้ายังไม่ลืมภาพ ๑ ที่ได้ประสพกับตาเองขณะเล่น เต็นนิสอยู่กับพระยาสิริ ฯ ที่สโมสรกลาโหมวัน ๑ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ข่าวร้ายที่สุดในชีวิตของท่านได้มาปรากฏขึ้น กล่าวคือโทรเลข ด่วนส่งจากสิงค์โปร์แจ้งมาว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประ-ชานารถ ซึ่งประชวรด้วยโรคพระปับผาสะนั้น เสด็จทิวงคตเสียแล้ว พระยาสิริ ฯ ผงะทิ้งแร็กเก็ท เดินเซออกนอกสนามไปซุดกายลงบนเก้าอี้พัก ร้องไห้ร่ำไรคร่ำครวญด้วยเสียงดังก้อง จนสมาชิกที่เล่นด้วยกัน ทุกคนพากันทราบเรื่องทิวงคตเพราะอาการวิปโยคทุกข์ของพระยาสิริ ฯ นั้นเอง
ชีวิตแห่งวาสนาของ พระยาสิริจุลเสวก ได้ถึงบริเฉทลงเป็นขั้น แรกแต่วาระนั้น
แต่ยัง.... สำหรับผู้มีความกตัญญูกตเวทีอย่างแรงกล้า กอบกับสมรรถภาพอันบริบูรณ์ในตนเองอย่างพระยาสิริ ฯ นั้น ความสดชื่น แห่งวาสนายังจะยุตติลงเสียเพียงนั้นหาได้ไม่ และข้อนี้เอง เป็นเครื่องพิสูจน์สำคัญอีกส่วน ๑ ที่ว่า พระยาสิริ ฯ มีความสามารถในตนจริงหรือไม่ นั่นคือ หลังจากการทิวงคตของพระจอมบุรพการีแห่งพระยา