เข้าใจว่าการชำระครั้งนั้น คงจะได้ทรงกระทำมาถึงปีสุดรัชกาล ของพระองค์ ซึ่งสำเร็จเป็นฉบับพระราชหัตถเลขา พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ นั้นแล้ว ที่จะเข้าใจดังนี้ ก็เพราะมีคำว่า ภูษามาลา เป็นที่สังเกตอยู่แห่งหนึ่ง แต่ก่อนมาเรียกคำนั้นว่า มาลาภูษา ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๔ ปรากฏในหมายรับสั่ง ต้นปีว่า มีพระบรมราชโองการห้ามมิให้เรียก มาลาภูษา โปรดให้เปลี่ยนเรียกกลับกันว่าภูษามาลาพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาก็ใช้ คำว่า ภูษามาลา จึงสันนิษฐานว่า ภายหลังเมื่อพระราชทานฉบับเริ่ม ทรงชำระให้แก่เซอร์ยอนเบาริงไปครั้งหนึ่งแล้ว ยังทรงพระอุตสาหะชำระเพิ่มเติมต่อมาจนถึงปีสุดรัชกาลของพระองค์ แต่เสียดายที่ไม่มีบานพะแนกบอกไว้ ชะรอยว่า การที่ทรงชำระต่อ ๆ มานั้น จะยังไม่สม บูรณ์ตามพระราชประสงค์ก็อาจเป็นได้
(๖) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ข้อความโดยมากยุติกับฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ เว้นแต่เรื่อง ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ตอนปลายติดต่อมา มีแปลก ออกไปหลายแห่ง พิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๘
(๗) พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) มีจำนวน สมุดไทยตามลำดับเป็น ๒๒ เล่ม ขาดในระหว่างบ้างบางเล่ม เริ่มต้น แต่แรกสถาปนากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ต่อมาจนสุดรัชกาล สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พอเริ่มความตอนต้นกรุงรัตนโกสินทรก็หมดฉบับ แต่สังเกตได้ว่า ยังไม่สุดเรื่อง ตอนกรุงศรีอยุธยาพิมพ์แล้ว