เมืองนครศรีธรรมราชมาพร้อม พระราชทานข้าวสารองค์ละถัง เงิน องค์ละ ๑ บาท ที่ขาดผ้าสะบงจีวรก็ถวายไตรจีวร แล้วแจกยาจกวณิพกเสมอคนละ ๑ สลึงทุกวันพระอุโบสถ แล้วทรงพระกรุณาจ้างข้าทูลละออง ฯ ให้ฐาปนาบุรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ, พระวิหาร, การเปรียญ, พระระเบียง, ศาลากุฎี สิ้นพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ให้ตั้งการสมโพธิพระสารีริกบรมธาตุสรรพด้วยการสมโพธิ[1] แล้วให้ ปฤกษาโทษเจ้านคร เสนาบดีปฤกษาโทษถึงตาย ทรงพระกรุณาไม่เห็นด้วย ให้คงจำเจ้านครไปให้ถึงกรุงเทพ ฯ จึงปฤกษากันใหม่ แล้วทรงตั้งเจ้านราสุริวงศ์ พระเจ้าหลานเธอ ไว้ครองนครศรีธรรมราช แลให้พระยาราชสุภาวดี, พระศรีไกรลาศ อยู่ช่วยราชการ
อนึ่ง ทรงพระกรุณาให้ราชบัณฑิตย์จัดพระไตรปิฎก ลงบรรทุกเรือเข้ามากรุงเทพ ฯ แต่พอจำลองได้ทุกพระคัมภีร์แล้วจึงจะเชิญ ออกมาไว้ดังเก่า แลพระอาจารย์ศรีซึ่งแตกหนีออกไปอยู่ณเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ให้นิมนต์เข้ามากับสานุศิษย์ด้วย
ลุศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลูเอกศก (พ.ศ. ๒๓๑๒) เสด็จดำเนินทัพกลับมาเมืองธนบุรี จึงตั้งพระอาจารย์ศรีเป็นพระสังฆราช แล้วทรง พระกรุณาจ้างให้ช่างจาน ๆ พระไตรปิฎกทั้งจบ สิ้นพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ฝ่ายเจ้านครนั้นพระราชทานโทษ ให้รับพระราชทานน้ำพระพิพัฒสัจจา ตั้งแต่นั้นมาพระศาสนาก็ค่อยเฟื่องฟูขึ้นได้ดังเก่า พระ เจ้าอยู่หัวก็ทรงพระวัฒนาการจำเริญพระปรีชาญาณแลพระกฤษฎา นุภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงจุลศักราช ๑๑๓๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๓๑๓)
- ↑ ดูกฎหมายฉบับตราสามดวง ว่าด้วยพระราชกำหนดใหม่ บทที่ ๒๕