วัน ๔ ๔ฯ ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๒ ปี จะยกกองทัพไปปราบคนอาสัตย์อาธรรมฝ่ายเหนือ ด้วยอ้ายเหล่าร้ายนั้นยกลงมาลาดตระเวน ตีเอาข้าวปลาอาหารเผาบ้านเรือนเสียหลายตำบล ไพร่บ้านพลเมือง ได้ความแค้นเคืองขัดสนนัก เหตุฉะนั้นจึงให้เจ้าพระยาพิชัยราชาถือ พล ๕๐๐๐ ยกไปทางตะวันตก พระยายมราชถือพล ๕๐๐๐ เข้ากันเป็นคน ๑๐๐๐๐ สรรพด้วยเครื่องสรรพาวุธทั้งปวง
ครั้นลุศักราช ๑๑๓๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๓๑๓) วันเสาร์ เดือน ๘ แรม ๑๔ ค่ำ เพลาโมงเช้าเศษ เป็นมหาพิชัยฤกษ์ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จจากเมืองธนบุรี ไปโดยทางชลมารค ทรงนาวาพระที่นั่งพร้อมด้วยหมู่พลพยุหโยธา เสนาข้าทหารทั้งปวงประมาณ ๑๒๐๐๐ ครั้งนั้นข้าวแพงเกวียนละ ๓ ชั่ง ด้วยเดชะพระบารมีบรมโพธิสมภาร กำปั่นข้าวสารมาแต่ทิศใต้ ก็ได้เกณฑ์ให้กองทัพเหลือเฟือ แล้วได้ทรง พระบริจาคทานแก่สมณะชีพราหมณ์ยาจกวณิพก แลครอบครัวบุตรภรรยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวงแล้ว แขกเมืองตรังกานูแล แขกเมืองยักกตรา เอาปืนคาบศิลาเข้ามาถวาย ๒๒๐๐ กระบอก ขณะเมื่อเสด็จพระดำเนินขึ้นไปนั้น ประทับแรมณเมืองนครสวรรค์ ๒ เวนแล้วยกขึ้นไปชาละวัน ประทับแรมเวนหนึ่ง
รุ่งขึ้นณวันเสาร์ เดือน ๙ แรม ๒ ค่ำ ยกไปประทับร้อนปากน้ำพิงเพลาประมาณยามหนึ่งเข้าตีเมืองพิษณุโลกได้ หลวงโกษายังคิดมิชอบหนีออกจากเมืองขึ้นไปตั้งค่ายรับอยู่ ณตำบลโทก[1] แล้วเลิกหนีไป
- ↑ ตั้งอยู่ทางทิศอิสานของจังหวัดพิษณุโลก