ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๕) - ๒๔๘๐.pdf/81

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๔๐

อยู่ณเขาช่องแคบนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเห็นดังนั้น จึงเสด็จ ทรงพระแสงดาบต้อนโยธาทั้งปวง ให้กลับรบพะม่าตะลุมบอนแทงฟันกันเป็นสามารถ ทัพพะม่าล้มตายเป็นอันมาก แตกกระจัดกระจาย ก็เสด็จกลับลงมาเถิงกรุงธนบุรีด้วยสวัสดิภาพ

ลุศักราช ๑๑๓๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๓๑๓) ทรงพระวิจารณะ ว่าเมืองเก่านี้น้อยนัก ไพร่พลสิมาก เกลือกมีการสงครามมาหาที่มั่น ผู้คนจะอาศัยมิได้ จึงทรงพระกรุณาให้ข้าทูลละออง ฯ ฝ่ายทหาร พลเรือนทำค่ายด้วยไม้ทองหลางทั้งต้น เป็นที่มั่นไว้พลางก่อน จึงจะก่อกำแพงเมื่อภายหลัง ให้ทำค่ายตั้งแต่มุมกำแพงเมืองเก่าไปจนวัด บางว้าน้อยวงลงไปริมแม่น้ำใหญ่ แล้วขุดคูน้ำรอบพระนคร มูลดิน ขึ้นเป็นเชิงเทินตามริมค่ายข้างใน เดือนหนึ่งสำเร็จการ

วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำ จุลศักราช[1] ๑๑๓๓ ปีเถาะตรีศก (พ.ศ. ๒๓๑๔) เพลาเช้าโมง ๕ บาท ได้พิชัยฤกษ์ เสด็จลงพระที่นั่งสำเภาทอง ยกทัพหลวงออกจากเมืองธนบุรีไปทางปากน้ำเจ้าพระยาเรือรบ ๒๐๐ ลำ เรือสำเภา ๑๐๐ ลำ พลทหารไทยจีนฝรั่งเป็นคน ๑๕๐๐๐ เศษ สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งปวง เดชะพระบรมโพธิสมภารคลื่นลมร้ายในพระมหาสมุทรก็บันดาลสงบเป็นปกติ เสด็จไป ๕ เวนประทับปากน้ำจันทบูร จึงให้พระยาโกษาเป็นแม่ทัพยกไปตีตะโพงโสมและกองกุก แล้วเสด็จไป ๖ เวน วันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ 

  1. จดหมายรายวันทัพคราวเสด็จพระราชดำเนินไปปราบเมืองพุทไธมาศ (ฮ่าเตียน) ยังเหลืออยู่เกือบบริบูรณ์ มีข้อน่ารู้อยู่ในนั้นมาก ดูประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๖