พวกศิษย์ซึ่งเป็นลาวและเขมรก็พากันแยกไปตั้งนิวาสถานอยู่ณที่ต่าง ๆ คละปะปนกันอยู่กับพวกข่า, กวย, ตามภูมิลำเนาอันสมควร
ฝ่ายนางแพงนางเภา ตั้งแต่พระครูโพนเสม็ดมาอยู่ในเมืองแล้ว ก็มีความนิยมนับถือ จึงพร้อมด้วยแสนท้าวพระยาลาวอาราธนาให้พระครูโพนเสม็ดบัญชาการบ้านเมือง และสั่งสอนพระพุทธศาสนา
ครั้นจุลศักราช ๑๐๗๑ (ระหว่างรัชชกาลสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ ๙ ขุนหลวงท้ายสระ) ประชาชนชาวนครกาลจำบากนาคบุรีศรีเกิดวิวาทบาดหมางและคบพากันตั้งชุมนุมประพฤติเป็นโจรผู้ร้ายกำเริบทวีขึ้น จนราษฎรซึ่งตั้งอยู่ในความสุจริตพากันเดือดร้อน พระครูโพนเสม็ดได้ว่ากล่าวห้ามปรามโดยทางธรรม ก็หาเป็นการสงบเรียบร้อยสมประสงค์ไม่ ครั้นจะใช้อำนาจปราบปรามเอาตามอาญาจารีตก็เกรงว่าจะผิดวินัยสมณเพศ จึงดำริเห็นว่าเจ้าหน่อกษัตริย์ซึ่งให้ตั้งอยู่ตำบลงิ้วพันลำน้ำโสมสนุก มีความเจริญวัยประกอบด้วยเกียรติยศเกียรติคุณพอจะเป็นผู้ระงับปราบปรามและปกครองบ้านเมืองได้ จึงให้แสนท้าวพระยาลาวไปอัญเชิญเจ้าหน่อกษัตริย์ กับมารดามายังนครกาลจำบากนาคบุรีศรี
ครั้นจุลศักราช ๑๐๗๕ พระครูโพนเสม็ดพร้อมด้วยแสนท้าวพระยาลาวจัดตั้งพิธียกเจ้าหน่อกษัตริย์ ขึ้นเป็นเจ้าสร้อยศรีสมุทพุท-ธางกูรครองนครกาลจำบากนาคบุรีศรี แล้วเปลี่ยนนามเมืองว่านครจำปาศักดิ์นาคบุรีศรี แล้วตำแหน่งเจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเต็มตามตำแหน่งอย่างกรุงศรีสัตนาคตหุต (เวียงจันทน์) และตั้งอัตราเก็บเงิน