ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:เปิดกรุ (๒) - เหม เวชกร - ๒๕๓๘.pdf/115

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
122
 
      "นั่นมันเป็นข้ออ้างทั่วๆ ไป ใครจะรู้ว่าแท็กซี่จะพกอาวุธเพื่อป้องกันตัว หรือพกเพื่อไปก่อการร้ายกับคนอื่น"
      "อย่างนั้นก็จริงของเขา ว่าแต่แกเถอะอย่าเห็นแก่เงินนัก ใครมันจ้างไปทางเปลี่ยวๆ ทำรับสุ่มสี่สุ่มห้าจะหมดตัว ซ้ำจะเจ็บตัวเสียอีกด้วย"
      "ฮือ!" ชายแท็กซี่คราง "ถ้าโดนเข้าก็เป็นกรรมของเรา"
      ผมฟังชายสองคนพูดโต้กันไปจิบกาแฟไป เรื่องที่เขาพูดกันมันช่างเสียวใจตัวนัก พูดถึงเรื่องโจรกรรม เมื่อครั้งเก่าๆ ที่แล้วมามันให้เสียวสันหลัง อ้ายป็อกคือชื่อของผมเมื่อเด็กๆ เด็กๆ รุ่นเดียวกันพอออกชื่อป็อกเป็นพากันขยาดทั่วๆ ไป ผมถอนใจละอายตัวเอง ค่อยๆ เหลียวดูกระจกเงาอีกด้านหนึ่งของร้านกาแฟ เดี๋ยวนี้ผมเป็นทหารบก มีเครื่องแบบสง่าผ่าเผย ผมเพิ่งได้เข้ารับเกณฑ์มาปีกว่าๆ ผมนึกภาวนาขอให้เครื่องแบบนี้มีอำนาจบังคับผมอย่าให้ผมกลับไปมีชีวิตอันชั่วช้าสารเลวอย่างสมัยเมื่อยังเป็นอ้ายป็อกอีกเลย อ้ายป็อกเด็กชาวอุดรไม่มีพ่อมีแม่ โดนมหาโจรชาวกรุงเทพฯ เก็บเอามาเลี้ยงและสอนให้ประพฤติชั่วร้ายต่างๆ และออกทำการโจรกรรมตามที่ได้ฝึกสอนไว้เป็นอย่างดี
      เดี๋ยวนี้อ้ายป็อกได้เป็นพลทหารอุดร ชื่อใหม่ โดยที่มีผู้ใจบุญในกรุงเทพฯ ได้แนะนำให้หนีไปกับคนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เฒ่าไปอยู่หัวเมืองเสียหลายปี ต่อเมื่อผู้มีพระคุณนั้นแก่ชรามากเข้าสุดจะค้ำชูผมต่อไปอีกได้ พอดีกับนายสิบตำรวจผู้หนึ่งไปธุระเมืองที่ผมอยู่ ผู้ชราที่อุปการะผมเกิดชอบพอนิสัยกันก็เลยฝากฝังผมกับนายสิบตำรวจโท ผัน มุ่งดี รับช่วยมาอุปการะต่อให้ชีวิตใหม่ ให้นิสัยใหม่ พ้นจากอ้ายป็อกตามที่หัวหน้าโจรร้ายฉกชิงวิ่งราวที่เลี้ยงไว้ให้ชื่อง่ายๆ เรียกง่ายๆ ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นชื่อคนหรือชื่อสัตว์ ผมได้ชื่อใหม่ว่าอุดร เพราะผมเกิดที่อุดร แม้แต่จะเป็นชื่อจังหวัดก็ยังเป็นผู้เป็นคนดีกว่าอ้ายป็อก ซึ่งแปลไม่ได้ว่าเป็นคนหรือเป็นสัตว์
      ความจริงผมก็รักชีวิตตำรวจ อยากจะเป็นตำรวจ แต่วิชาหนังสือของผมไม่พอจะเป็นตำรวจได้ ส่วนทางทหารนี้ไม่ได้เกี่ยงเรื่องวิชา อายุครบ