ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:เปิดกรุ (๒) - เหม เวชกร - ๒๕๓๘.pdf/66

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
73
 

เถิดก็จะถึงพระพุทธบาทเอง ทั้งพระและผมต่างจดจำทางตามที่เขาแนะนำไว้แม่นยำดี เราคุยกันจนรู้สึกง่วงก็เลยหลับไปเพราะเหนื่อยในการเดินทางมา

      ตื่นขึ้นเอาสว่าง แสงอาทิตย์จ้า พอลืมตาหายง่วงดีแล้ว ผมก็กลับตกใจถึงกับสะดุ้งทั้งตัว เพราะกระท่อมที่เรานอนอยู่นั้นเกิดความผิดแผกไปเสียแล้ว ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเราสามคม ผู้คนทั้งหมดที่เราพูดเราคุยกันเมื่อคืนไม่มีเลย เงียบเชียบ ข้าวของอะไรๆ ก็ไม่มี แสงอาทิตย์ลอดหลังคาลงมาแจ่มจ้า แหงนขึ้นดูจึงเห็นว่าไม่มีแฝกหรือจากมุงหลังคาเลย มีแต่เถาไม้เลื้อยแทน ฝากระท่อมก็มีบ้างไม่มีบ้าง มันก็คือกระท่อมร้างนั่นเอง ทั้งพระและผมเมื่อดูสถานที่ที่เรานอนจนทั่วแล้วก็มองตากันนิ่งพูดไม่ออก พื้นที่เรานอนก็มีต้นหญ้าและไม้เลื้อยอื่นๆ เต็มไปหมด อะไรกันนี่ เราถูกผีหลอกซ้ำสองทีเดียวหรือ
      เราไม่มีแก่ใจจะนั่งอีกแล้ว รีบเก็บข้าวของกันอุตลุด ไม่พูดอะไรกันอีกเลย ออกเดินไปโดยยึดแนวทางรถไฟเป็นหลักตามคำที่ผีบอก จนถึงสถานีหนึ่งมีคนบ้างพอควร เพราะรถไฟจากท่าเรือยังไม่มา ยังเช้าเกินไปพวกร้านอาหารเพิ่งจะต้มจะแกงสุก จึงเลยจัดการซื้ออาหารถวายพระเลย ผมนั่งนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ชะตาเรานี่ไม่ดีแน่ๆ ถูกผีหลอกได้ถึงสองหน แต่ครั้นนึกไปคิดไปและตามที่ลูกตายังจดจำได้ ดูว่าเราถูกผีหลอกหนเดียวนั่นเอง ไม่ใช่ถูกหลอกสองหนอย่างที่เรานึก เพราะตอนที่ออกจากกระท่อมจะมานี่ ผมมองดูว่ามันเป็นลักษณะของกระท่อมอ้ายบักสอยนั่นเอง แต่เราทุกคนคิดว่าเราจากไปแล้วเมื่อเกิดความไม่พอใจอ้ายบักสอยและไปพบกระท่อมใหม่และได้พักที่นั่น ที่แท้มันก็เป็นกระท่อมของอ้ายบักสอยนั่นเอง มันหลอกให้เรารู้สึกว่าเราจากไปแล้วไปนอนกระท่อมใหม่ ผมคิดได้ดังนี้แล้วจึงพูดให้พระทั้งสองพัง คุณเช็งพยักหน้าและพูดว่า
      "ฉันก็ว่ายังงั้นแหละ อ้ายลักษณะต่างๆ มันก็ลักษณะกระท่อมอ้ายสอย แต่ทำไมเราว่าเราเดินห่างออกไปมากจึงพบกระท่อมใหม่ จะออกมาตอน