ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:เปิดกรุ (๒) - เหม เวชกร - ๒๕๓๘.pdf/72

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
79
 

ผมเผลอนั่งอยู่โดยมิได้หลับนอน เป็นเวลาที่ผมจะต้องปลุกตาปลุกยายขึ้นสวดทำวัตรเช้า ต่อนั้นก็จะเข้าครัวหุงข้าวตามเคยที่เคยช่วยยายทำ ส่วนพี่พุกนั้นผมไม่เคยกวนเขาเลย อนิจจา ผมจะทิ้งตายายไปแล้ว สิ่งที่เคยทำให้ยาย ยายจะต้องทำเองต่อไป ผมร้องไห้อีกแทบจะสำลักเป็นเลือดออกมาพยายามสงบใจอยู่เป็นครู่แล้วเช็ดน้ำตาให้แห้ง แล้วเข้าปลุกตายายให้ตื่น ผมได้จัดดอกไม้ธูปเทียนเตรียมไว้พร้อมหน้าที่บูชา แล้วก็บ่ายหน้าเข้าครัว

      ผมเที่ยวแจกบัตรจนทั่วในวงศ์ญาติในทุ่งบางสะแก แล้วเลยไปบ้านพิณพาทย์ญาติกัน เพื่อส่งบัตรและจดหมายของตาให้ทางวงดนตรีวงนี้เขาจัดมโหรีไปกล่อมหอตามกำหนดในบัตรนั้น แต่บังเอิญพิณพาทย์วงนี้ไปประโคมศพที่วัดสะแก โดยธรรมเนียมนิยมที่บางนั้น ถ้าใครตายลงสวดสามคืนแล้วจะนำศพไปสวดที่วัดอีก ประโคมกันไปจนดึกพอรุ่งขึ้นก็รีบเผาถือเป็นการหมดห่วง ไม่ทิ้งศพไว้ให้ยุ่งยากมีห่วงในวันหลัง ผมเลยตามไปอยู่กะเขาที่ศาลานั่นเอง กินข้าวกับเขาด้วยเลย เดี๋ยวนี้ผมชักจะดื่มเหล้าเป็นบ้างแล้ว หัวใจมันปวดร้าวอยู่ภายในก็กินมันดับลงไป มันเป็นการกินเหล้าของคนที่รู้ตัวว่าต่อไปนี้ตัวเองไม่มีปู่ย่าตายาย จะต้องปกครองตัวเองและจะต้องมุ่งหน้าไปตามยถากรรม
      พยายามเขียนจดหมายกราบลาตายาย แล้วฝากกับนายวงดนตรีที่เขาจะไปพบกับตายาย แล้วผมจะพเนจรไปกับเพื่อนคนใหม่ที่รู้จักกันที่นั่น เขาเป็นพวกลิเก หากินเร่ร่อน พอดีเขามาเยี่ยมนายพิณพาทย์ที่นั่น เราดื่มเหล้าด้วยกัน แล้วผมก็ระบายความคับใจอกระบมในเรื่องรัก หนีรักออกจากบ้านพเนจรไปโดยไม่มีที่จะมุดหัวอาศัยนอน เพื่อนคนนั้นชื่อปุ๋ย ก็ชักชวนผมให้ไปหากินทางลิเกเร่ร่อนด้วยกัน ช่วยทำงานโยธาไปก่อน แล้วคงหัดเล่นลิเกได้ ผมมันคนหมดหนทางอยู่แล้วก็รับคำชวนของพ่อปุ๋ย
      พ่อปุ๋ยได้นำผมเดินทางไปหัวรอ เพราะคณะอยู่ที่นั่น เขาจะได้ฝากผมเข้าช่วยงานโยธา พออาศัยข้าวสุกไปก่อน กว่าทางคณะจะเมตตาหยิบยื่นให้บ้าง โต้โผใจดีก็รับผมไว้ ผมก็เลยกลายเป็นคนของคณะลิเก