หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
12
กันอย่างเคย เก็บตัวอยู่กับบ้าน บ้านใครใครอยู่ระวังตัวกลัวตายไปทั้งนั้น การสุขาภิบาลของเราตอนนั้นยังไม่เข้มแข็ง ชาวบ้านหันเข้าพึ่งพระ รดน้ำมนต์ปัดรังควานกันไป บ้างก็ผูกสายสิญจน์ที่คอและข้อมือ ในยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงแต่สุนัขหอนอย่างเยือกเย็นไปทุกแห่ง ยายของผมแกว่าเสียงอย่างนี้เป็นสัญญาณแห่งมรณะ และการไข้จะลุกลามอีกอย่างไม่หยุดหย่อน
ความตายที่จะเกิดจากโรคนั้น ตัวผมไม่รู้สึกกลัว แต่เรื่องกลัวผีนี่น่ะซี หนาวสะท้านเข้าหัวใจ ข่าวการตายได้เพิ่มแก่หูอยู่ทุกวัน รู้สึกว่าแทบทุกแห่งจะมีเงาของปีศาจวูบวาบไปทั้งหมด เข้านอนกลางคืน พอดับไฟหมดแล้วไม่อยากจะหายใจดัง เกรงปีศาจจะได้ยิน นอกบ้านออกไปไกลเสียงสุนัขหอนเป็นหมู่เยือกเย็นไม่ขาดเสียง ยิ่งนึกถึงคำพูดของยายที่ว่าเสียงอย่างนี้เป็นสัญญาณแห่งมรณะยิ่งหนาวสะท้าน กลิ่นธูปที่ยายจุดบูชาพระตลบทั่วบ้าน ทำให้เกิดความกลัวเพิ่มขึ้นอีก ยายของผมอาจจะกลัวตายมากกว่ากลัวผี ผมไปโรงเรียนแกสั่งให้รีบกลับ ห้ามแวะเวียนไปไหนกลัวจะไปนำเชื้อโรคกลับมา ตอนเย็นจวนค่ำแกปิดประตูหน้าต่างหมดแล้วเริ่มจุดธูปเทียนบูชาพระ แล้วพูดดังๆ ขอพรพระมิให้โรคเข้ามากล้ำกราย
เช้าวันหนึ่งเป็นวันพระ ผมหยุดโรงเรียน ชะโงกหน้าต่างมองไปที่ทางเดิน เห็นคนหามโลงศพเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ ผมหลบหน้าวูบเข้าบังฝาเลย ใจคอสั่น นั่นหมายถึงว่ามีใครตายใกล้บ้านเราเข้าแล้วซิ ผมร้องบอกยาย แต่ยายรีบเอามืออุดปากผม ผมเลยนิ่งเงียบ ยายนั่งลงพนมมือไหว้พระแล้วสวดมนต์ ผมไม่ได้สวดแต่ก็แอบนั่งอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง
ตกตอนสายผมคงขลุกอยู่ในห้องลูบคลำจังหันลมที่ลองทำขึ้นเอง เพราะเคยเห็นเพื่อนบ้านเขาทำกัน เวลาลมจัดๆ จังหันชนิดนี้จะร้องหึ่งๆ ได้ แต่ที่ผมทำเองนั้นมันจะร้องได้หรือมิได้ยังหารู้ไม่ ผมพยายามทำ