คนเดียวโดยไม่รู้เรื่องทางเข้าป่าช้านั้นยากยิ่ง ผู้ใหญ่เคยพูดว่าเวลาพลบค่ำนี่แล้วเป็นเวลาที่พวกผีจะออกจากโลงจากหลุมขึ้นมาบนพื้นดินเพื่อดัดแข้งดัดขาให้หายเมื่อยที่ต้องมาอัดอยู่ในโลงตลอดวันตลอดคืน ยิ่งคิดใจยิ่งสั่นจะเป็นลม ตัดสินใจจะวิ่งกลับที่เก่าบนศาลามืดไม่กล้ามองขึ้นไป เกรงจะพบเอาใครเข้า เสียงตุ๊กแกร้องกระโชกขึ้น ผมสะดุ้งจนตัวลอย หัวใจแทบทะลักออกมาทางปาก อยู่เงียบๆ แล้วมาร้องกระโชกอย่างไม่รู้ตัว เสียงมันกล้ายคนแกล้งร้อง ตั้งท่าจะวิ่งกลับที่เก่าให้พ้นศาลาโดยเร็ว ก็พอดีเห็นชายผู้หนึ่งเดินอุ้มอะไรแนบอกมา ดูว่าเขาจะไปทางป่าช้า ดีใจว่าจะได้อาศัยเขาเดินไปด้วย ชายนั้นเดินใกล้เข้ามา อากาศมืดสลัวไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ใจค่อยชื้นขึ้นที่พบคน พอเราต่างใกล้กันเข้ามาจนเห็นหน้ากันถนัด ก็รู้ว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าไม่ใช่พวกเราที่มาด้วยกัน เขาอาจจะเป็นคนบ้านนี้ สิ่งที่เขาอุ้มมาคือเด็กแดงๆ นั่นเอง นอนอยู่บนเบาะเล็กๆ
"ฝากเด็กเดี๋ยวเถอะวะหนู" ชายนั้นพูดอู้อี้และแหบแห้ง แต่ก็พอฟังรู้เรื่อง ผมนิ่งอยู่ไม่ตอบว่ากระไร ใจนึกอยู่ว่าอะไรกันพ่อเอ๋ย ฉันเองก็เอาตัวไม่รอดอยู่แล้วจะมารับฝากเด็กเข้าไว้ผูกคอฉันอีกละก็ตายแน่
"เดี๋ยวฉันจะกลับแล้ว" ผมบอกกับเขาเพื่อบ่ายเบี่ยง
"จะกลับเมื่อไรล่ะ?" เขาถาม
"พอเขาฝังศพเสร็จก็กลับ" ผมว่า
"โอ๊ย! งั้นละก็อีกนาน ฝากเดี๋ยวเถอะวะอ้ายพ่อคุณ แม่มันไปฝังศพเขาจะเข้าไปตาม" เขาว่า
"ทำไมน้าไม่อุ้มไปเลยล่ะ ก็จะพบกันที่โน่น" ผมแย้ง
"วัดโธ่! เด็กๆ เอาเข้าป้าช้าได้เรอะ" เขาแยังด้วยเหตุผล ทำเอาผมเห็นจริง
"น้าอย่าไปช้านะ"
"เออน่ะ ข้าจะวิ่งไป"