หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
20
เป็นอันว่าผมรับเอาเด็กนั้นไว้ โดยคิดแล้วว่าแม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ยังดีกว่าจะอยู่คนเดียว ไม่พูดอะไรอีกตรงเข้ารับเด็กเลย
"ไปเร็วๆ นะ ถ้ามันร้องขึ้นฉันแย่เลย"
"เออ" เขาตอบคำแล้วรีบวิ่งไปตามที่เขาบอกว่าจะรีบ
ผมรับเด็กแล้วก็กลับมาที่เนินหญ้า วางเบาะเด็กลง เพราะรู้สึกว่ามันอ้วนตัวหนัก พอนั่งพักหายใจเต้นยังไม่ได้สติดี เจ้าของฝากของผมก็เริ่มสำแดงเดชคือร้องแงขึ้น ผมต้องอุ้มและหลอกล้อปลอบโยนตามแกน แต่มันไม่ยอมจะอือจะเอออะไรมันไม่ฟังทั้งนั้น มันร้องดังจนแสบหู เจ้าเวร เจ้ากรรม ผมแลบลิ้นปลิ้นตาเล่นกับมัน จะให้มันถูกอารมณ์ มันก็ไม่หยุด ผมวางมันลงกับดินแล้วขึ้นเต้นโขนอย่างกระฉับกระเฉง ความกลัวหายไปแล้วเวลานั้น โดนเจ้าพ่อประคุณแผลงฤทธิ์เสียเสียงก้องไปหมด จะโอ๋จะเอ๋ ฉันไม่เอา อ้อนบัดซบ ถ้าไม่อ้อนก็น่าชมมันอ้วนท้วนดี แต่อ้อนเสียจนน่าโยนทิ้ง ลงท้ายผมชักฮึด มึงร้องได้ร้องไป ปล่อยมันนอนร้องให้สบาย
ในครู่นั้นเองเด็กเจ้ากรรมก็หยุดร้องไปเฉยๆ แล้วเปลี่ยนเป็นหัวเราะกิ๊กๆ ผมฉงนใจจึงก้มดู อากาศมันมืดลงจนมองแทบไม่เห็น จึงก้มลงใกล้มัน มันก็ชูมือไขว่คว้าหน้าผมในความมืดสลัว ทันใดนั้นผมก็ร้องขึ้นสุดเสียง อ้ายเด็กแดงๆ นั้นหน้าตามันเป็นผู้ใหญ่แก่ๆ หัวเราะฟันเต็มปาก แต่ฟันดำอย่างคนกินหมาก แล้วเสียงหัวเราะของเด็กๆ นั้นกลายเสียงเป็นหญิงแก่หัวเราะ ผมกลัวจนสุดขีดพุ่งหัวเข้าพงหญ้าเอาหน้าซ่อนแล้วเลยหมดสติไปเลย
ผมมารู้ตัวต่อเมื่อรู้สึกว่าหัวผมหนุนตักใครอยู่ ผมลืมตาก็รู้ว่าตักของยายนั่นเอง แกกำลังบี้พิมเสนใส่จมูกผม ไฟดวงไต้สว่างจ้า คนทั่วไปต่างถามผมว่าเป็นอะไร แต่ผมตอบไม่ออก ครั้นมาถึงบ้านแล้วผมล้มเจ็บเสียหลายวัน เผ้าผมร่วงจนหัวโกร๋น และก็พอดีกับกาฬโรคได้ยุติลง เหลือไว้แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ใครจำได้ก็เล่าสู่กันฟังต่างๆ รายไป