ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:เปิดกรุ (๓) - เหม เวชกร - ๒๕๓๘.pdf/26

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
26
 
      ไม่ช้านั้นเองโลงได้พ้นหลุมขึ้นมาจนเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้พวกที่มุงดูชักถอยห่างออกบ้าง ผมแอบดูตามช่องรักแร้เขาเห็นไม่มีใครกล้าเปิดโลง ยืนมองหน้าเกี่ยงกันในที
      "ใครจะเปิดล่ะ?" หลวงน้าปั่นถามดังๆ แต่ไม่มีใครรับปากเลยสักคน ลงท้ายหลวงน้าปั่นกับพระอีกสององค์จึงช่วยกันงัดฝาโลง เสียงตะปูถอนดังแกร๊ก เสียงกระทุ้งดังตึงตัง มันยิ่งเร่งเร้าหัวใจนัก มันเป็นเสียงของการจะได้ผจญกับท่าทางของผู้นอนในนั้น เสียงดังแกร๊กใหญ่แล้วเสียงฝาโลงถูกหงายลงดินดังพลั่ก แสดงว่าฝาโลงเปิดออกหมดแล้ว เสียงคนเงียบดังถูกบังคับ ไม่มีใครพูดอะไรกันเลยแม้แต่จะออกความเห็น
      กลิ่นเหม็นเน่าของศพได้พุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นน้ำอบไทยอย่างพะอืดพะอม ทุกคนอึดใจ ผมอัดใจแทบขาดใจตาย
      "ทำไมเหม็นเล่าหลวงพี่ครับ? ถ้าจะเหลวเสียแล้ว" เสียงใครในจำนวนญาติร้องถามขึ้นมา
      "นั่นนะซี" หลวงน้าปั่นตอบอย่างลังเล "หรือจะเหม็นเพราะอับ"
      "ไม่เป็นการเสียแล้วพวกเรา" ตาแก่คนหนึ่งพูด "หลอกให้เขาขุดเล่นกระมัง ธรรมเนียมคนที่ฟื้นจะไม่เน่าเลย" พวกทั้งหมดมองหน้ากัน พูดไม่ออก ผมกอดเอวพี่สอนและยายแน่น ความกลัวได้เพิ่มขีดขึ้นสูงอีตอนกลิ่นกระจายอากาศมืดลง ตะเกียงแสงสว่างก็ไม่ค่อยสว่างนัก ต้นไม้ยืนต้นทะมึน จักจั่นเรไรไม่ร้องระงมตามที่น่าจะร้องในดงไม้ใหญ่ จึงเพิ่มความเงียบวังเวงขึ้น ลมพัดมาบ้างพอทำให้ใบไม้เคลื่อนตัวเกิดเสียงการเคลื่อนไหวคล้ายสิ่งอื่นเคลื่อนตัวในความมืด ทำให้หัวใจไม่เป็นปกติเลย ผมมีหัวใจเร่าร้อนอยู่ว่าทำไมไม่กลับฝังเสียอีกเล่า เปิดโลงไว้เหม็นจะตาย
      เกิดทุ่มเถียงกันระเบ็งเซ็งแซ่ไป บ้างโกรธ บ้างให้รีบฝัง บ้างให้รอไว้ก่อนให้หมดสงสัย เสียงที่ให้รอไว้ก่อนนี้ ทำให้หัวใจผมจะคลั่งตาย เอาวิมานอะไรกัน และในบัดนั้นเองก็มีคนคนหนึ่งร้องขึ้นเสียงหลง
      "ฟื้นแล้ว!"