ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:เปิดกรุ (๓) - เหม เวชกร - ๒๕๓๘.pdf/33

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
33
 

ต่อมาการตายของย่านนั้นก็เพิ่มขึ้นอีก จึงต่างย้ายหนีกันไปหมด ปล่อยทิ้งมนุษย์ครึ่งผีแต่ผู้เดียวนอนแซ่ว

      เกิดการทุ่มเถียงกันขึ้นในหมู่วงศ์ญาติอย่างขนาดหนัก ที่พวกย้ายหนีการตายจะเอาน้าอั๋นไปด้วย ไม่มีใครยอมรับรอง กระทั่งผู้หนีก็ไม่ยอมจะเอาไปด้วย ลุงเลยจนปัญญาต้องหนีไปแต่ตัว การอพยพได้เป็นไปอย่างบ้านแตกสาแหรกขาด ละล้าละลังห่วงหน้าห่วงหลัง ญาติบางคนปลงอนิจจังน้าอั๋น สู้อุตส่าห์ขุดขึ้นมาพ้นความตาย เท่ากับเกิดใหม่ บัดนี้จะต้องมาถูกทอดทิ้งทั้งๆ ที่ยังเดินไม่ได้ แล้วใครจะหุงหาให้กิน เมื่อนึกดูก็น่าเวทนา การตายอย่างระเนระนาดเมื่อไปสงสัยน้าอั๋นมันก็แต่สงสัย ความจริงมันก็หาแน่ชัดลงไป เพราะน้าอั๋นนอนแซ่วอยู่กับที่ แต่คนอื่นเป็นไข้ตายกันไปเอง เมื่อจะลงโทษกันก็ยากจะเอาอะไรมาพิสูจน์
      ลักษณะการณ์ของน้าอั๋นที่ลุกขึ้นเดินได้ในยามดึกน่ะซีเป็นประกันแน่ชัด แต่ก็มีผู้รู้เห็นเพียงผมคนเดียว ผู้ที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ยังลังเลใจ ทิ้งคนไข้ไว้ได้ลงคอ ยังนอนเจ็บและหายใจอยู่แท้ๆ จะทิ้งไปได้ก็ใจร้ายนัก ผู้ที่ห่วงมากที่สุดก็คือตาผู้เป็นพ่อของน้าอั๋น ตัดสินใจว่าต้องอยู่เป็นเพื่อนน้าอั๋น ยายกับผมยังคงอาศัยอยู่บ้านตรงข้ามคลองตามเดิม เพื่อช่วยเหลือตาใหญ่เมื่อยามฉุกเฉิน
      บ้านฝั่งเดียวกับบ้านน้าอั๋น พากันทิ้งบ้านไปหลายหลัง เลยกลายเป็นตำบลที่เปลี่ยววังเวงและเงียบอย่างน่าสยดสยอง ผมร้องไห้ด้วยความกลัวและกลัดกลุ้ม อยากจะกลับบ้านไปเสียให้พ้นแดนผีปีศาจที่ร้ายกาจ แต่ยายยังไม่ยอมกลับ อ้างว่ายามคับขันเช่นนี้เป็นญาติกันถ้าไม่ห่วงกันก็รู้สึกเป็นคนใจดำที่สุด ผมถอนใจสะท้อน
      ตอนพระอาทิตย์ตก พวกสุนัขเริ่มหอนกันเป็นหมวดเป็นหมู่ คำพูดของยายเมื่อตอนแรกก้องอยู่ในสมอง ว่าเสียงอย่างนี้เป็นเสียงสัญญาณแห่งมรณะ หัวใจผมแทบทะลัก
      ผมมองไปที่บ้านมนุษย์ผี เห็นตัวเรือนดำมืดปราศจากแสงไฟ ไม้