หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
44
ตัดอยู่
"ถ้าลืมน้ำ มันก็ต้องไปให้ถึงหัวดุม"
"โอ๊ย แย่เลย" ผมร้องขัดเพราะท้อทางเดิน พลางแหงนดูเพดานศาลาไปรอบๆ "แหม! ศาลานี้ฉันคนเดียวเห็นจะนอนไม่ได้ น่ากลัวจัง"
"ทำไมวะ มันจะมีอะไร เป็นข้า ข้าก็นอนสุโขไปเท่านั้น"
"ไม่ไหว"
น้าทิมหัวเราะขบขันความกลัวของผมแล้วเราต่างคนต่างนิ่งกันไป มันเกิดความเงียบดังเดิม นานๆ จะมีเสียงวัวบ้านไกลร้องบ้าง และสุนัขก็เห่าลอยมาตามลม ผมเอนกายลงนอนข้างๆ น้าทิม รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสบายตัว เพราะตัวเหนียว และพื้นก็มีเสี้ยนคายหลัง แต่ก็เอามือปัดๆ นอนไปตามมีตามเกิดได้ เราทั้งสองเคลิ้มๆ จวนจะหลับ เนื่องจากการทรมานร่างกายเดินมา แม้แต่กลางดินก็เห็นจะนอนหลับได้แน่
ดูเหมือนเสียงจะมีคนมา น้าทิมกับผมสะดุ้งจากเคลิ้มพร้อมๆ กัน โงหัวขึ้นดูไปข้างล่าง เดือนสว่างมองเห็นได้ทั่ว เป็นความจริง มีคนมาแท้ๆ ไม่ใช่หูแว่ว เป็นคนคนเดียวเดินทางมา และหยุดยืนตัดสินใจว่าจะพักหรือไม่พัก ลังเลอยู่ข้างล่าง สักครู่หนึ่งจึงก้าวขึ้นบันไดมา พอขึ้นมาแล้วเขาก็รู้ว่ามีคนพักอยู่ก่อนแล้วคือน้าทิมกับผม เขาหันมาดูเราหน่อยหนึ่ง แต่มันก็มืดมากไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพียงแต่รู้กันว่าบนศาลานี้มีคน เขาเดินเบาๆ ไปอีกมุมหนึ่งของศาลาอย่างเงียบๆ ศาลาพักสาธารณะเช่นนี้ทุกคนมีสิทธิ์จึงไม่มีใครจะทักคร ต่างคนต่างพักตามชอบใจ
ผมรู้สึกว่าน้าทิมออกจะระแวงอ้ายหมอนั่นไปในทางคนร้ายฉกชิงวิ่งราวหรือย่องเบา พอหมอนั่นขึ้นมาบนศาลา น้าทิมก็ลุกขึ้นนั่งคุมเชิงทีเดียว ความจริงก็น่าหนักใจอย่างน้าทิมแกเพราะว่าหนทางเปลี่ยวเช่นนี้จะมัวนอนหลับไหล ประเดี๋ยวพ่อก็ย่องมาหยิบอะไรไปหมด เหลือแต่กายเท่านั้นเองหรือว่าศาลานี้เป็นที่หากินของพวกนี้ ใครเดินทางผ่านมาก็นอนพัก และผู้ที่มาพักทุกคนก็ล้วนแต่อ่อนแรงมาทั้งนั้น ลงนอนหลับเป็นตายเลย อย่าว่า