ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:เปิดกรุ (๓) - เหม เวชกร - ๒๕๓๘.pdf/48

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
48
 

หอนอยู่ไกลๆ ไล่ตามมา กูหลุดปากถามมันออกไปโดยไม่ตั้งใจว่าหมามันหอนทำไมกันนะ ชั้นแรกอ้ายคนขี้หนาวนิ่งเฉย สักอึดใจมันจึงพูดว่าหมามันเห็นผีถึงหอนรู้ไหมล่ะ กูสะดุ้งหันดูมันนึกในใจว่าผีท้องทุ่งหรือผีอะไรกัน ก็เกวียนไม่มาทำไมมันไม่หอน ปากกูอยู่ไม่สุขถามออกไปอีก ผีที่ไหนกันมีแต่เรานั่งเกวียนมา มันก็ตามหอนนี่ ก็มันเห็นผีน่ะซี กูชักเคืองโว้ยพูดบ้าๆ ทั้งนั้น ค่ำมืดกลางทุ่งเวิ้งว้างดันพูดเล่นคะนองปาก จึงเตือนมันออกไปว่าอย่าพูดเล่นน่า เวิ้งว้างใจไม่ดี พอกูพูดจบมันหัวเราะคล้ายเยาะกูเลยนิ่ง ถ้ามันเป็นอย่างมึงๆ ยังงี้ กูด่าแล้วผ่าวะ แต่นี่มันเป็นเจ้าของเกวียนเราอาศัยมาจำเป็นต้องนิ่ง นึกเคืองใจว่ามันจะพูดเล่นพูดจริงก็ตามถ้ากูเป็นคนมันก็เป็นผีน่ะซี เพราะทั้งเกวียนก็มีกันเพียงสองคน ลงท้ายอ้ายเจ้าของเกวียนหัวเราะอีก เฮ้ยกูอยากเตะเสียเต็มประดามันกวนเอาการ พอมันหยุดหัวเราะมันก็พูดว่าไม่เชื่อหรือว่าผี พอได้ยินอย่างนั้นก็พูดไม่ถูกว่ากลัวหรือโกรธ ใจคอตึ้กตั้ก มันพูดขาดคำเท่านั้น เฮ้ยเว้ย ให้กูตายไปเดี๋ยวนี้ ตัวมันสูงขึ้นผิดธรรมดา ให้กูตายจากไปวะ ไม่เท็จพูดเลย มันเป็นผีจริงแล้วมันลงจากเกวียนพอยืนกับดินตัวสูงเท่าต้นตาล กูตัวแข็งเลย อ้ายเปรตนั่นไม่ทำไมกู มันหันหลังเดินเข้าดงไม้ กูไม่ไหวแล้ว โดดจากเกวียนได้วิ่งเสียลมออกหู"

      พอจบคำเล่าของเจ้าคนนั้น อีกสองคนก็หัวเราะครืนอย่างขบขัน ผมฟังอยู่ห่างๆ ชักเปลี่ยนใจหวาดระแวงเกรงการเป็นผู้ร้ายของเจ้าสามคนนั่น กลับสนใจฟังเรื่องผีและชักกลัวตามที่มันเล่า แม้แต่มันเล่าเป็นสนุกๆ แต่ก็น่ากลัว เพราะเรากำลังอยู่ที่ศาลาเปลี่ยวกลางคืน มองไปทางไหนก็ทุ่งเวิ้งสงัดเงียบ ค่อยๆ เลื่อนกายพ้นร่องห่างเข้าชิดน้าทิม ซึ่งแกก็ฟังแต่นั่งเฉยมือกุมมีดเสมอ แกคงคิดว่าเจ้าพวกนั้นหานิยายมาเล่าให้เราเพลินแล้วก็เลยหลับ มันทั้งสามก็จะเอาข้าวของเราไปหมด ส่วนผมไม่ง่วงเลย คืนนั้นแม้ว่าจะเดินมาเพลีย ความเพลียหายไปดังปลิดทิ้ง ใจกลับมาห่วงเรื่องโจรกรรมและเรื่องผีๆ สางๆ