หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
49
"อ้ายเรื่องหมาหอนละมันเย็นนักฮิ" เจ้าคนหนึ่งพูด
"อือ กูไม่ชอบเลยว่ะ"
"พอมันหอนขึ้นเสียง...บู่...บู๋...โบ๋..." อ้ายอีกคนทำเสียงหมาอีก มันช่างทำเหมือนราวกับเราได้ยินหมาหอนจริงๆ มันช่างเยือกเย็นถึงกับขนลุก และเจ้าอีกคนก็ชอบสนุกทำเสียงนกแสกร้อง มันก็ทำเหมือนอีก ดังแซ็กยาวคล้ายๆ อยู่บนท้องฟ้าจริงๆ ถ้าไม่เห็นว่ากลุ่มคนนั้นทำเสียงเล่น เพราะว่านกกลางคืนนั้นบินร้องผ่านศาลาไปมาและหมาก็หอนรับกันอยู่เป็นจังหวะดังว่าภูตผีปีศาจกำลังมาจริงๆ
ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยที่มันทำเสียงเหล่านั้นเล่น คนเรานี่ช่างมีแปลกๆ จะพูดจะเล่นอะไรไม่เข้าหูมนุษย์ อ้ายอีกคนทำเสียงคนหัวเราะอย่างแหบแห้งกับเสียงหมาเสียงนก เสียงมันแหบฟังดูน่าเกลียดอย่างร้ายกาจทีเดียว มิหนำยังลุกขึ้นเดินเอาผ้าคลุมหัวก้าวเท้าไปงุบๆ แข็งๆ ดังผีดิบที่ใครเคยเล่าให้ฟัง ปากก็หัวเราะบ้าง กระแอมบ้าง มันทำอย่างกับว่าเราเห็นปีศาจจริงๆ แล้วมันก็หยุดหัวเราะกันอย่างขบขัน
"มันจะทำให้เรากลัว" น้าทิมกระซิบบอกผมเบาๆ ผมได้สติ คิดทางร้ายได้ว่ามันจะทำให้เรากลัวแล้วก็ไม่อยากอยู่บนศาลานี้กระมัง? แต่มันจะทำอย่างนี้ทำไม ถ้าเราหนีไปมันจะได้อะไรจากเรา มันสามคนไม่เอาใจใส่ใครทั้งนั้น ดังว่ามันเป็นเจ้าของศาลา นึกจะทำอะไรก็ทำตามชอบใจ เมื่อมันคิดวิธีหาเรื่องพาลกับเรา ถ้าเราไม่พอใจมีเสียงขัดกันขึ้นจะได้วิวาทกับเรา แล้วเลยแย่งชิงเรา? พวกมันหยุดการแสดงและหยุดพูดไปนานผมค่อยสบายใจขึ้น น้าทิมคงนั่งคุมเชิงอยู่อย่างเดิม เพราะยังคาดไม่ถึงว่ามันจะทำอะไรอีกต่อไป แต่ในครู่นั้นเอง เจ้าคนที่นุ่งโสร่งผืนเดียวลุกขึ้นยืนแล้วร้องว่า
"เฮ้ย ถ้าผีมายังงี้เอ็งจะว่าอย่างไร?"
พร้อมกับที่มันพูด มันชูมือขึ้น โอ๊ย คุณพระช่วย! นั่นมันอะไรกัน มือที่มันยกชูนั้นโตใหญ่ที่ไม่น่าจะเป็นได้ มือมันยาวเกือบติดเพดานศาลา ผม