ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:เปิดกรุ (๓) - เหม เวชกร - ๒๕๓๘.pdf/73

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
73
 

ถ้ากลับมาวันใดผมจะทำสุมไฟเผาใบไม้แห้งแล้วเอากระสอบคลุม ปิดเปิดไฟให้ควันไฟขึ้นเป็นกลุ่มๆ บนอากาศขึ้นๆ ลงๆ ตามที่กระสอบคลุมและเปิด แตงอ่อนก็จะรู้ว่าผมมา เพราะการนัดหมายอย่างนี้เราทำกันจนจำกันได้

      ออกจากสถานีหัวลำโพงขึ้นรถรางมาบ้านผมที่ตรอกหม้อข้างวัดสุทัศน์ จะเก็บกระเป๋าเดินทาง อาบน้ำแล้วจะตรงไปฝั่งธนบุรีทันที แต่ครั้นมาถึงบ้านเข้าแล้วเหตุการณ์พิเศษได้เกิดขึ้น ทำให้ผิดความตั้งใจแต่เดิมไปบ้าง คือข้างบ้านมีผู้ที่นับถือคนหนึ่งเกิดสิ้นชีพ จะรดน้ำศพในตอนเย็น ผมจำเป็นจะต้องรดน้ำผู้มีพระคุณก่อน แต่ทางแตงอ่อนจะไม่รู้เรื่องการหายหน้าของผม ผมจึงรีบเก็บของเข้าห้องแล้วผละจากบ้านรีบมาข้ามฟากลงเรืองจ้างท่าปากคลองตลาด แต่พอจะลงเรือเท่านั้นผมหันหลังมาดูอะไรโดยไม่ตั้งใจก็พบกับแตงอ่อนโดยไม่คาดฝัน เธอมากับมารดากำลังเดินตามหลังผมมา ผมสะดุ้ง ผมเลยหยุดยืนข้างทางเดินคอยหาโอกาสจะทำใบ้บอกนัดหมายว่าคืนนี้จะไปหา พอดีมารดาของเธอหยุดซื้อขนมแห้งๆ ที่วางหาบขายข้างสะพานจะลงเรือ แตงอ่อนมีหน้าตาร้อนรน ทำมือโบกไปโบกมาเป็นทำนองห้ามผม แต่ผมไม่รู้ความหมายของเธอเลย ผมทำปากบุ้ยใบ้เป็นคำถามว่า เธอว่าอะไร? แต่เธอกลับทำหน้าตื่นกลัวและโบกมือห้าม ผมก็ยังแสดงท่าว่าไม่รู้ความหมายของเธออยู่นั่นเอง เธอยิ่งทำท่าร้อนรนและชี้ไปที่เรือจ้างแล้วชี้ต่อไปถึงฝั่งทางธนบุรีแล้วทำหน้าเบ้ๆ โบกมือห้ามผมจึงพอเข้าใจความหมายว่าเธอห้ามไม่ให้ผมข้ามฟากไปฝั่งธนหรือนัยหนึ่งไม่ให้ผมไปหาเธออย่างเคย แม้ผมจะพอเข้าใจความหมายของเธออยู่บ้าง แต่ตาก็ยังคงมองดูเธออยู่อีก เธอทำมือคว่ำๆ หงายๆ หลายตลบ ทำตั้งฝ่ามือตรงแล้วทำฝ่ามือล้มลงนอน ลงท้ายโบกไปโบกมาเป็นการห้ามผม ผมเข้าใจความหมายเพียงการโบกห้ามเท่านั้น แต่ตอนสัญญาณลับตอนอื่นๆ ไม่เข้าใจเลย แต่การจะถามและพูดกันโดยออกเสียงนั้นย่อมไม่ได้ เพราะมารดาเธออยู่ หลุดตัวไปที่ว่ามารดาเธอไม่รู้จักผมเลย เราจึงมี