ทำลายผู้ผลิตรายย่อยและผลักให้เขากลายเป็นชนกรรมาชีพ แล้วอัตราดอกเบี้ยก็จะลดลงเทียบกับทุนที่สะสม คนปล่อยเช่าและพ่อค้าเกษียณที่ไม่สามารถพึ่งพารายได้ที่น้อยลงก็จำต้องหันทำธุรกิจอีกครั้ง และสุดท้ายก็เพิ่มจำนวนชนกรรมาชีพ ในที่สุด ยิ่งทุนการผลิตเติบโต ก็ยิ่งถูกบังคับให้ผลิตโดยไม่ทราบความต้องการของตลาด——อุปทานพยายามบังคับให้มีอุปสงค์ และผลที่ตามมาคือวิกฤตที่บ่อยครั้งและรุนแรงกว่าเดิม แต่วิกฤตทุกครั้งก็เร่งให้ทุนรวมศูนย์ และเพิ่มจำนวนชนกรรมาชีพ ดังนั้น เมื่อทุนการผลิตเติบโต การแข่งขันระหว่างกรรมกรก็เพิ่ม และเทียบกันแล้วเพิ่มขึ้นยิ่งกว่ามาก ค่าตอบแทนงานน้อยลงโดยถ้วนหน้า ภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ในบางส่วน
ปี 1829 แมนเชสเตอร์มีช่างปั่นด้าย 1088 คนรับจ้างอยู่ในโรงงาน 36 แห่ง ในปี 1841 มีแค่ 448 คนแต่เดินเครื่องปั่นด้ายมากกว่าช่าง 1088 คนเคยเดินในปี 1829 กว่า 53,353 เครื่อง หากแรงงานมือเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับพลังการผลิต จำนวนช่างปั่นด้ายควรขึ้นมาเป็น 1848 คน เครื่องจักรที่พัฒนาขึ้นจึงลิดรอนงานกว่า 1100 ตำแหน่งไปจากกรรมกร
เรารู้ล่วงหน้าว่านักเศรษฐศาสตร์จะตอบว่าอะไร——คนที่ตกงานก็จะหางานชนิดใหม่ได้ ดร. เบาว์ริง ไม่พลาดท่องเหตุผลข้อนี้ที่งานประชุมนักเศรษฐศาสตร์ แต่ก็ไม่พลาดพูดแย้งตัวเองเช่นกัน ในปี 1833 ดร. เบาว์ริงได้พูดในสภาสามัญถึงช่างทอผ้า 50,000 รายที่ลอนดอนที่อดอยากและหางานชนิดใหม่ที่ผู้สนับสนุนการค้าเสรียื่นให้จากไกล ๆ ไม่เจอ เรามาลองฟังถ้อยคำบางส่วนที่โดดเด่นสุด ๆ ของนายเบาว์ริง