ดึ่บ ๆ เมื่อเกณฑ์แล้วก็จะต้องสอบ จะมัวแต่รังเกียจอย่างไรได้ แท้จริง
ยั้นได้ความว่า กะเพาะที่ตั้งบ้านขุนยวมนี้ บังเอิญเวลานี้ไม่มีตัวเณรใน
อายุเกณฑ์เรียน จึงไม่มีเณรในโรงเรียน โรงเรียนสกปรก มีน้ำหมาง
เปื้อนกับบันได การสอนได้ฟังครูรองสอน ก็อีก ๆ อัก ๆ ไม่เปนเรื่อง
ส่วนนายประสิทธิ์ เอกะสิงห์ สอบเองเรื่องการรักษาความสะอาดที่มือ
ก็อธิบายเปนน้ำท่วมทุ่งเพื่อจะอวก แต่ตรวจเห็นมือเด็กนักเรียนชี้เล็บดำ
สกปรกแทบทุกคน .
ที่ในย่านกลางหมู่บ้าน ยังมีบ้านผกาตอง ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์ เปนพญา เปนบิดาหม่อมทิพวัน กฤดากร ผกาตองเปนต้องสู้ ถึงแก่กรรม นานแล้ว เวลานี้ไม่มีใครอยู่ในบ้าน.
เนื่องในการรับรอง ในวันที่ ๙ มีนาคม มีแต่ราษฎรมาถวาย ของขอพร และมีฟ้อน "ถึงกะหล่า" (กินร) ตัวกินรทำด้วยเครื่องกระดาษ สวนคน มีหน้ากกาสีขาวปิดหน้า ทำนองก็ฟ้อนนางนกที่ได้เคยเห็นของ พวกเงี้ยวทางเชียงราย แต่นี่ยอมกว่า และมีสองตัว เปนกินรตัวหนึ่ง กินรีตัวหนึ่ง.
วันที่ ๑๐ มีนาคม เวลาเช้า เดิรทางจากบ้านขุนยวมข้ามน้ำ ยวม แล้วขึ้นเขาลาด ๆ หลายลูก ข้ามไปลงห้วยแม่ปอน พักร้อนที่ บ้านเมืองปอน.
เมืองปอน
หมู่บ้านเมืองปอนนี้ มีบ้านช่องหนาแน่นเกือบเท่าขุนยวม แต่ ตั้งอยู่ค่ำ น้ำท่าอุดมชุมชื่น หมากมะพร้าวงาม ผู้คนดูคึกคักมีชีวิต ไม่ เงียบเชียบอย่างที่ขุนยวม การค้าขายครึกครื้นกว่า ขุนเมืองปอน กำนัน เปนผู้หลักผู้ใหญ่ พูดจาดูเปนหลักฐานดี ตนเองค้าขายอย่างแขง แรง เช่นค่าเข้าสาร มีมองน้ำสีและดำเข้า หีบน้ำมันงา น้ำมันมะ พร้าว ทั้งขายของต่างประเทศ เช่น ไม้ขีดไฟ, เทียนไข, อาหารกระป๋อง เปนต้น ซื้อจากเชียงใหม่บ้าง พ่อค้านำมาจากมะระแหน่งบ้าง เข้าสาร ขายทั้งในท้องที่ ทั้งขายออกไปถึงในแดนอังกฤษก็มีบ้าง สังเกตเห็นว่า