บ้านเมืองปอนนี้ เค้าจะเจริญขึ้นอีก เพราะพื้นที่อุดม และมีทางเดินออก ไปแคนอังกฤษด้วย เวลานี้ถูกรึกครื้นอยู่แล้ว จึงจัดกันว่า ควรย้าย อำเภอขุนยวมมาถึงที่นี่ตามความคิดเจ้าพระยาสุรบดินทร์ ถ้าจะว่าถึงศูนย์ กลางท้องที่ ที่เมืองปอนนี้ก็ออกจะดีกว่าขุนยวม เพราะซุนยาวกันค่อนไป ข้างทิศเหนือ ส่วนการที่จะย้าย ของเข้าที่ขุนยวมก็ไม่มีอะไรน่าเสียดาย นอกจากโรงตำรวจ ส่วนที่จะตั้งใหม่ที่นี้ มีวัดร้างตรงปากทางเข้าหมู่ บ้านวัดหนึ่ง เจ้าของผู้สร้างยังมีตัวอยู่ ยินดีถวายให้ใช้เป็นที่ว่าการอำ เภอ ส่วนภายในบ้านกลางหมู่บ้าน ยังมีวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างด้วย ทุนเรี่ยไร ยังไม่ร้าง เป็นที่ทำบุญทำทานกันอยู่แล้วเวลานี้
โรงเรียนประชาบาล ขอยืมศาลาตั้งอยู่ที่วัดร้าง มีเณรเรียนอยู่ ด้วย สื่อให้เห็นว่า แม้นายประสิทธิ์ เอกะสิงห์ เป็นธรรมการอำเภอ ก็ หาได้บังคับความรังเกียจเณรมาถึงท้องที่นี่ด้วยไม่ แต่นักเรียนซึ่งตั้งต้น เรียน ก.ข. ทั้งนั้น ทองกันให้แซไปจนไม่ได้ศัพท์ ชั้นที่สูงกว่าชั้นเตรียม ไม่มีเลย แม้ทั้งโรงเรียนเด็กนี้ได้ทั้งมาถึง 4 ปีแล้ว ครูดูเป็นคนเต็ม ที่ ตัวเองมีประโยคเพียงประถม 6 ให้การว่า พึ่งมาสอนอยู่ได้ ๕ เดือน ครูคนก่อนสอนเด็กไม่รู้หนังสือเลย สังเกตตามอัธยาศัยครูใหม่นี้ ก็ดูนา วิตกว่าผลจะเป็นเช่นเดียวกับครูคนก่อน ได้สอบเด็กที่มานั่งอยู่ในบริเวณ พลับพลาที่พัก ใครเคยได้เข้าโรงเรียนนี้มาแต่ก่อนบ้าง ถามว่ารู้หนังสือ หรือไม่ บอกว่า "บ" ทั้งนั้น อันที่จริงกำนันเอาใจใส่ต่อการ โรงเรียน แม้ครูคนใหม่นี้ก็ให้พักอยู่บ้านกำนัน หาให้อยู่ให้กินโดยไม่คิดเอาเงิน
ถามถึงหมู "มหามิตร" (คนในบังคับอังกฤษ) กำนันจำหน่ายวา ไม่มี
ว่าถึงเงี้ยวในจังหวัดแม่ฮ่องสอนนี้ แบ่งตามยุคที่เข้ามาได้เป็น ๓ ประเภท คือมาจากเมืองนอกใหม่ยุคหนึ่งเมื่อประมาณ ๖๐ ปีมาแล้ว โดยไม่มีเหตุการณ์อันใดให้อพยพ เป็นแต่ตั้งใจเข้ามาทำกิน เช่นครอบ ครัวของกำนันผู้นี้ เดิมมาอยู่ทางเชียงใหม่ แล้วพญาสิงหนาทราชา ได้