ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Official Mae Hong Son-Chiang Mai report, Feb 1929.pdf/83

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
– ๙ –


ยังระแวงอยู่ จึงได้พาตัวเล็กกองทัพกลับนครเชียงใหม่อีกตัวไว้ 5 ปีเศษ นายกริ้วหมดระแวงสงสัยแล้ว จึงมีรับสั่งให้ชายกะเลกลับไปรักษาบ้าน ขุนยวมตามเดิม หนีเข้าป่า

ลุ พ.ศ. ๒๕๑๒ (ร.ศ. ๑๔ จุลศักราช ๑๒๓๑) ฝ่ายเจ้าฟ้า โกหลานจำเดิมแต่หลบหนีไปแล้ว ได้มั่วสุมประชุมผู้คนตระเตรียมสาตราวุธ สะเบียงอาหารจัดเป็นกองทัพขึ้นแล้ว ยกจรีบไปเมืองปาย โดยประสงค์ จะแก้แค้นลูกศิริ ผู้ครองเมืองปายจับตัวฆ่าเสีย ทดแทนในข้อที่ลูกศิริกล่าว โทษ กองทัพเข้าประชิดเมืองปายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ ชาวเมืองปาย ไม่ทันเตรียมตัวเลยแตกพ่ายคุมกันไม่คิดดูก็ศิริและราษฎรพลเมืองพากันหลบ ส่วนเจ้าท่าโกหลานเมื่อตีเมืองปายแตกก็คิดกำเริบ จึงเดิน กองทัพลวงเมืองปายเพื่อจะไปตีเชียงใหม่ เข้าเขตเชียงใหม่ไปถึง บ้านสะลวงหนองกาย (เขตอำเภอแม่ริมเดี๋ยวนี้) เขาตีปล้นจุดเผาบ้าน เรือนราษฎรไหม้เสียหายเป็นอันมาก ความทราบถึงเจ้ากาวิโลรสสุริย วงศ์ เจ้านครเชียงใหม่ จึงมีรับสั่งให้เจ้าบุรีรัตน์ (อินทนน) เป็นแม่ ทัพยกไปปราบ โดยมีพลเขาตาทัพครั้งนั้นประมาณ 2000 คน กองทัพนคร ลำพูศูนยกมาช่วยกองหนึ่งคน ๕๐๐ คน ลำปาง ๑๐๐๐ คน ศิริรวม ๓ กอง เป็นคน ๒๕๐๐ คน เมื่อได้ฤกษ์ดีจึงได้ยกจากนครเชียงใหม่ตรงไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ปะทะ กับทัพเจ้าฟ้าโกหลานที่หนองกาย ทัพ เจ้าบุรีรัตน์นครเชียงใหม่บุกรุกเข้าตีกองทัพเจ้าทำโกหลานแตกพ่ายล้ม ตายเป็นอันมาก ที่เหลือรวมทั้งตัวเจ้าฟ้าโกหลานมีน้อยพากันรีบรุดหลบ หนี กองทัพเจ้าบุรีรัตน์รุกได้ประชิดติดตามที่ซ้ำเติมต่อไปจนสุดเขตต์ เจ้าท่าโกหลานได้หนีชามน้ำลงไปทางเมืองมอกใหม่แดนพม่า กองทัพ เจ้าบุรีรัตน์จึงยกกลับคืนเชียงใหม่ ลุ พ.ศ. ๒๕๑๓ (ร.ศ. ๘๕ จุลศักราช ๑๒๓๒) เจ้ากววิ โลรสสุริยวงศ์ประชวรพิราลัยลง เจ้าบุรีรัตน์ได้รับพระราชทานบรรดา ศักดิ์เป็นเจ้าอุปราชรักษาราชการเมืองแล้วได้เลื่อนเป็นเจ้าอินทวิชยานนท์