หลายเมือง แล้วยกล่วงเข้ามาตั้งถึงตำบลบ้านยองนี ใกล้เมืองอังวะทางคืนหนึ่ง พระเจ้าอังวะจึงให้อแซหวุ่นกี้หนึ่ง มโยลัดหวุ่นหนึ่ง เปนแม่ทัพสองทัพ ถือพลทัพละหมื่น กับเมี้ยนหวุ่นทัพหนึ่ง ถือพลห้าพัน ทั้งสามทัพเปนคนสองหมื่นห้าพัน ยกไปสามทางเข้ารดมตีทัพฮ่อ ได้รบกันอยู่สามวัน ทัพฮ่อก็แตกพ่ายไปเปนสองครั้ง จับได้นายทัพฮ่อสี่นาย ชื่อแอซูแยหนึ่ง กุนตาแยหนึ่ง เมียนกุนแยหนึ่ง ประชูแย่หนึ่ง กับไพร่พลหกพัน พระเจ้าอังวะให้เลี้ยงไว้ ครั้นถึงปีฉลูเอกศก ฮ่อกลับยกกองทัพมาอิกเปนสามครั้ง ครั้งหลังนั้นกวยชวยแยเปนแม่ทัพฮ่อ พลหลายหมื่นมากกว่าสองครั้ง ยกมาถึงเมืองกองดุงปมอ ทางไกลเมืองอังวะห้าคืน พระเจ้าอังวะเห็นเปนศึกใหญ่กว่าทุกครั้ง จึงให้อแซหวุ่นกี้ กับติงตาโบ่ ตเรียงราม ถือพลหมื่นห้าพัน ยกไปทางหนึ่ง ให้อำมลอกหวุ่น กับงาจุหวุ่น แลต่อหวุ่น ถือพลหมื่นห้าพันยกไปทางหนึ่ง เปนสองทัพ ได้ต่อรบกับกองทัพฮ่อ ๆ รี้พลมาก เห็นเหลือกำลังจะต่อตีให้แตกพ่ายมิได้ จึงบอกลงมากราบทูลพระเจ้าอังวะ ๆ จึงให้แม่ทัพเจรจาความเมืองกับแม่ทัพฮ่อขอเปนพระราชไมตรีต่อกัน แล้วแต่งนางแลเครื่องบรรณาการให้ไปแก่แม่ทัพฮ่อ ฮ่อก็เลิกทัพกลับไป แต่นั้นมาฮ่อก็มิได้ยกมาตีเมืองอังวะอิก เปนเมืองมิตรสันถวไมตรีแก่กัน.
๏ฝ่ายข้างกรุงไทย ในปีเถาะตรีศกนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์พิจารณาเห็นว่า กรุงธนบุรียังไม่มีกำแพงเปนที่มั่นจะได้ป้องกันราชศัตรูหมู่ปัจจามิตร ยังหาเปนภูมราชธานีไม่ จึงทรงพระกรุณาให้เกณฑ์ข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารพลเรือนทั้งปวงตั้งค่ายด้วยไม้ทองหลางทั้งต้นล้อมพระนครทั้งสองฟากน้ำ