สงครามแห่งพระมหากระษัตริย์ทั้งสองฝ่ายจักสำเร็จเสร็จสุดสิ้นแตครั้งนี้ก็หามิได้ ฝ่ายท่านอรรคมหาเสนาบดีกรุงไทยก็ถือน้ำพระพิพัฒสัตยาแลพระราชกำหนดกฎหมายพิไชยสงคราม ฝ่ายข้าพเจ้าก็เหมือนกัน ดุจถืออาวุธแลไม้ค้อนไว้ทั้งสองมือ อันสมเด็จพระพุทธเจ้าตรัศพระสัทธรรมเทศนาไว้ว่า ซึ่งเกิดมาเปนมนุษย์แต่ละคนนี้ยากนัก ไฉนข้าพเจ้าทั้งปวงจะได้รอดชีวิตรถือน้ำพระพิพัฒสัตยาเปนข้าพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยานั้นก็สุดแต่ปัญญาท่านอรรคมหาเสนาบดีนั้นเถิด จึงดำรัศให้เขียนหนังสือตอบทิ้งเข้าไปในค่ายเปนอักษรไทยฉบับหนึ่ง อักษรรามัญฉบับหนึ่ง เปนใจความว่า ถ้าท่านทั้งปวงออกมาถวายบังคมโดยดี เราจะช่วยกราบทูลขอพระราชทานชีวิตรไว้ทั้งนายแลไพร่ ถ้ามิออกมา เราจะฆ่าเสียให้สิ้น.
๏ในวันนั้นเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพเมืองพระพิศณุโลกมาถึง แลทัพเมืองเหนือทั้งปวงก็มาถึงเนื่อง ๆ กัน จึงเข้าเฝ้ากราบถวายบังคม ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานร่มแพรแดงมีรย้าด้ามปิดทองแก่เจ้าพระยาสุรสีห์ แล้วให้ยกขึ้นไปดูการณค่ายล้อมบางนางแก้ว.
๏ขณะนั้นพระยาเพ็ชรบุรีมิเปนใจในราชการศึก คิดย่อท้อต่อการสงคราม เจรจากับบ่าวว่า ถ้าพม่ารบแหกค่ายออกได้รับรองมิหยุด เราจะพากันหนีข้ามเขากลับไปเมือง แลบ่าวนั้นเปนโจทย์มาฟ้องแก่ข้าหลวงให้กราบทูล จึงดำรัศให้เอาตัวพระยาเพ็ชรบุรีมาถามสอบกับโจทย์ ก็รับเปนสัตย์ จึงตรัศสั่งให้มัดมือไพล่หลัง แล้วเอาไปตระเวนรอบทัพ แล้วให้ประหารชีวิตรตัดศีศะไปเสียบไว้น่าค่าย อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่าง.