กราบทูลว่า เห็นขัดสนอยู่แล้ว ถ้าเอาปืนลูกไม้ยิงซ้ำเข้าไปอิก พม่ากลัวนัก เห็นจะออกมาสิ้น จึงดำรัศว่า อันจะฆ่าให้ตายนั้นง่าย แต่จะเปนบาปกรรม หาผลประโยนชน์สิ่งใดไม่ แล้วให้คุมเอาตัวพม่าไปไว้ณตรางตามเดิม ครั้นค่ำเพลาทุ่มเศษ ดำรัศให้ไปเอาตัวอุตมสิงหจอจัวมาเฝ้า ดำรัศถามว่า กองทัพพม่าซึ่งมารบอยู่แต่เท่านี้ฤๅ ๆ จะยกหนุนลงมาอิก อุตมสิงหจอจัวกราบทูลว่า ทัพอแซหวุ่นกี้ เปนเชื้อพระวงษ์พระเจ้าอังวะ ๆ ตั้งให้เปนแม่ทัพใหญ่ ยังตั้งอยู่เมืองเมาะตมะ รี้พลเปนอันมาก รอคอยฟังข่าวตแคงมรหน่องแลหม่องจ่ายิดนายทัพปากแพรกจะบอกขึ้นไปประการใด เห็นว่าอแซหวุ่นกี้แม่ทัพใหญ่จะยกหนุนลงมาอิก ครั้นได้ทรงฟังจึงทรงร่างท้องตราให้ไปหานายทัพผู้ใหญ่มาปฤกษาราชการ เจ้าพระยาจักรีแลท้าวพระยามุขมนตรีผู้ใหญ่ก็มาเฝ้าพร้อมกัน จึงตรัศปฤกษาว่า เราจะให้หาทัพหัวเมืองปากใต้สี่เมือง คือเมืองจันทบูร ๑ เมืองไชยา ๑ เมืองนครศรีธรรมราช ๑ เมืองพัทลุง ๑ ให้ยกเข้ามาอิก แม้นทัพใหญ่อแซหวุ่นกี้ยกหนุนเพิ่มเติมมามาก จะได้สู้รบมีกำลังมากขึ้น เจ้าพระยาจักรีจึงกราบทูลว่า อันทัพเมืองฝ่ายใต้ทั้งสี่เมืองนั้นรยะทางไกลนัก เห็นจะยกมามิทัน ถึงมาทว่าอแซหวุ่นกี้จะยกทัพใหญ่หนุนมา แต่ทัพในกรุงกับทัพเมืองเหนือซึ่งสู้รบอยู่บัดนี้ก็เห็นพอจะต้านทานทัพอแซหวุ่นกี้ไว้ได้ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงดำรัศว่า อันเมืองฝ่ายใต้นั้นยังมิได้กระทำการสงครามกับพม่า บัดนี้เข้าในฉางหลวงซึ่งจะจ่ายกองทัพก็น้อยลง จึงให้มีตราสารออกไปเกณฑ์เอาเข้าสารเมืองนครศรีธรรมราชหกร้อยเกวียน เมืองพัทลุง เมืองไชยา เมืองจันทบูร
หน้า:Phongsawadan Phra Ratcha Hatthalekha 2455 (3).djvu/137
หน้าตา