ไหมเบญจพรรณบรรจุไว้ในพระกล่องทองคำ จำหลักลายกุดั่น แล้วเชิญลงไว้ในหีบถมยาดำตะทอง มีถุงเข้มขาบนอกตีตราประจำเล็บ เชิญขึ้นไว้บนพานทองสองชั้นสำรับใหญ่ ปิดคลุมปักเลื่อม ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันสมโภชเวียนเทียน มีบายศรีแก้ว ๑ บายศรีทอง ๑ บายศรีเงิน ๑ บายศรีตอง ๒ สำรับ ศีร์ษะสุกร ๒ ศีร์ษะเครื่องกระยาบวชพร้อมสรรพด้วยแตรสังข์มโหรีปี่พาทย์ กลองแขก ฆ้องชัย พระมหาราชครูเป่าพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระมหาสังข์อุตราวัฏสมโภชเสร็จแล้ว เชิญประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม”
ส่วนการจัดพระราชมนเทียรสถานสำหรับพระราชพิธีนั้น ที่บนพระที่นั่งไพศาลทักษิณตั้งพระแท่นมณฑล พระที่นั่งอัฐทิศ พระที่นั่งภัทรบิฐแขวนยันต์พระเจ้า และทอดอาสนสำหรับพระสงฆ์ ๓๐ รูปสวดมนต์ ที่ชาลาระหว่างพระที่นั่งไพศาลทักษิณกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานทางตะวันออกปลูกมณฑปพระกระยาสนาน หุ้มผ้าขาวแต่งเครื่องทองมีที่ขังน้ำสรงมุรธาภิเษกอยู่ข้างบน[1] ในพระมณฑปตั้งถาดทองรองตั่งไม้มะเดื่อที่เสด็จประทับสรงพระกระยาสนาน และรอบพระมณฑปปักเครื่องสูงหุ้มผ้าขาวเครื่องทอง ต่อออกมาตั้งราชวัตรฉัตรทองฉัตรนากฉัตรเงินรายเป็นระยะอีกชั้น ๑ ที่ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จัดเป็นที่พระสงฆ์สวดภาณวาร ตั้งตู้เทียนชัยและเตียงพระสวดทางด้านเหนือทอดอาสนสำหรับพระสงฆ์ ๕๐ รูป ทางด้านตะวัน
- ↑ น้ำสรงราชาภิเษกตามประเพณีแต่ก่อน ใช้แม่น้ำทั้ง ๕ ในประเทศนี้ คือแม่น้ำเพ็ชร์บุรี ตักที่ตำบลท่าชัยแห่ง ๑ น้ำแม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส์ แขวงจังหวัดสมุทรสงครามแห่ง ๑ น้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่บางแก้วแขวงจังหวัดอ่างทองแห่ง ๑ น้ำแม่น้ำศักดิ์ ตักที่ท่าราบแขวงจังหวัดสระบรีแห่ง ๑ แม่น้ำบางปะกง ตักที่ตำบลปิงพระอาจารย์แขวงจังหวัดนครนายกแห่ง ๑ นอกจากแม่น้ำทั้ง ๕ ยังน้ำสระเกศ สระแก้ว สระคงคา สระยมนา ทั้ง ๔ ในแขวงจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเคยใช้มาครั้งกรุงศรีอยุธยาด้วยถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงตั้งพระสงฆ์เป็นพระครูพระปริตไทย ๔ รูป มอญ ๔ รูป สำหรับสวดทำน้ำพระพุทธมนต์ในพิธีซึ่งมีสรงมุรธาภิเษก จึงมีน้ำพระพุทธมนต์เพิ่มขึ้นอีกอย่าง ๑ ครั้งถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อเสด็จไปอินเดียในปีวอก พ.ศ. ๒๔๑๕ ทรงแสวงหานาปัญจมหานทีตามตำราพราหมณ์ คือแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมนา แม่น้ำนที แม่น้ำอจิรวดี และแม่น้ำสรภูได้มา น้ำสรงมุรธาภิเษกจึงเพิ่มน้ำปัญจมหานทีอีกอย่าง ๑ ตั้งแต่บรมราชาภิเษกเมื่อปีระกา พ.ห. ๒๔๑๖ เป็นต้นมา