จึงมีพระบรมราชโองการพระราชทานพระบรมราชานุญาตแก่พระมหาราชครูว่า “พรรณพฤกษชลธี และสิ่งของในแผ่นดินทั่วอาณาเขตต์พระนคร ซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ราษฎรจะปรารถนาเถิด” พระมหาราชครูรับพระราชโองการเป็นปฐมว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาทใส่เกล้าใส่กระหม่อม ขอเดชะ” แล้วทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินพระราชทานพวกพราหมณ์ และทรงหลั่งน้ำทักขิโณธกทรงอธิษฐาน ขณะนั้นพราหมณ์เป่าสังข์ไกวบัณเฑาะว์ และชาวประโคมก็ประโคมขึ้นพร้อมกัน อนึ่งในตอนเช้าวันนี้พระสงฆ์ทำพิธีดับเทียนชัยที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แล้วพระสงฆ์ทั้ง ๘๕ รูป ขึ้นไปพร้อมกันอยู่ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันตก สวดชัยปริตถวายเวลาสรง แล้วเจ้าพนักงานถวายภัตตาหาร ครั้นเมื่อเสร็จพิธีราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปลื้องพระมหามงกุฎ และฉลองพระองค์ครุยแล้ว เสด็จขึ้นไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานทรงถวายไทยธรรมแก่พระสงฆ์ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ถวายอติเรกเป็นปฐม[1] พระสงฆ์ราชาคณะสวดสรรพมงคล แล้วถวายพระพรลา จึงพระราชครูพิธีกับพระหมอเถ้าขึ้นไปบนพระมหามณเทียรประพรมน้ำกลศน้ำสังข์รอบพระมหามณเทียรทั้งภายในและข้างนอก อวยชัยถวายพระพรในการเฉลิมพระราชมณเทียร
เวลาเช้าวันนั้น เจ้าพนักงานจัดเตรียมการเสด็จออกรับราชสมบัติ และให้พระบรมวงศานุวงศ์เสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเฝ้าพร้อมกัน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย อันเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ข้างหน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยตั้งแถวพวกชาวประโคมสังข์แตรกลองชนะและมโหรธึก ต่อไปทางหน้าทิมดาบตำรวจตั้งแถวพวกทหารอย่างยุโรปเป็นกองเกียรติยศ และที่ตรงเกยพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ด้านเหนือตั้งพระราชเชนทรยาน ด้านตะวันตกผูกช้างต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักร์ราชพาหนะ นอกประตูพิมานชัยศรี
- ↑ ประเพณีถวายอติเรก สังเกตในโคลงลิลิตพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าใจว่าแต่ก่อนมาถวายอติเรกตั้งแต่วันแรกตั้งพิธี พึ่งมาเปลี่ยนประเพณีการถวายอติเรกเมื่อรัชกาลที่ ๔ ในชั้นหลังมานี้มิได้ถวายอติเรก จนบรมราชาภิเษกแล้ว แต่อติเรกที่ถวายครั้งแรกนั้นถวายเป็นพิเศษ คือพระมหาสังฆปรินายกผู้ถวายอติเรก ถวายพระพรด้วยภาษามคธนำก่อนแล้วจึงอติเรกต่อ.