อุปราชาภิเษกและเฉลิมพระราชมนเทียรเสด็จไปอยู่พระราชวังบวรฯ อย่างเดียวกัน แต่ก็เกิดลำบากด้วยเรื่องราชสกุลยศไม่เสมอกัน เพราะพระองค์หนึ่งเป็นเจ้าฟ้า อีกพระองค์หนึ่งเป็นแต่พระองค์เจ้า จึงเกิดปัญหาขึ้นด้วยเรื่องเครื่องตั้งแต่งประกอบพระเกียรติยศในการพระราชพิธีและในการจัดกระบวนแห่ ถึงมีปรากฏกล่าวในหมายรับสั่งเป็นข้อสงสัยว่า “พระแท่นที่สรงจะควรทำอย่างไร กระบวนแห่จะจัดอย่างไร ให้ไปทูลถามกรมหมื่นรักษรณเรศร์ดูเถิด” ดังนี้ สันนิษฐานว่าทั้งเครื่องพิธีและกระบวนแห่เห็นจะลดลง และงานอุปราชาภิเษกก็คงไม่สง่าเหมือนเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๒ แต่คงแห่เสด็จกรมหมื่นศักดิ์พลเสพจากพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ ขึ้นไปยังพระราชวังบวรฯ เหมือนคราวก่อน
ถึงรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์เป็นพระมหาอุปราช แต่โปรดให้ยกพระยศขึ้นเป็นอย่างพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์ ๑ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศักดิ์สูงกว่าพระมหาอุปราชซึ่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่ก่อน จึงเปลี่ยนการพิธีอุปราชาภิเษกเป็นบวร[1] ราชาภิเษก คือเอาแบบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไปทำ ลดแต่พระที่นั่งอัฐทิศและพระที่นั่งภัทรบิฐ ระเบียบการอย่างอื่นก็แก้ไขหลายอย่าง เป็นต้นว่า เชิญเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์เข้าไปประทับในพระบวรราชวัง (เหมือนอย่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางพระราชวังหลวงเสด็จเข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง) ตั้งแต่ก่อนงาน[2] อันนี้เป็นเหตุที่ไม่ต้องแห่เสด็จขึ้นไปในเวลางานเหมือนอุปราชาภิเษก อีกประการ ๑ แต่ก่อนมาพระมหาอุปราชต้องเสด็จมารับพระราชทานพระสุพรรณบัฏที่ในพระบรมมหาราชวัง และในงานอุปราชาภิเษกก็ไม่ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปยังพระราชวังบวรฯ (แต่สันนิษฐานว่าเห็นจะเสด็จขึ้นไปพระราชทานน้ำอภิเษก) แต่