ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Phongsawadan Ratchakan Thi Ha 2493.djvu/141

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๑๒๓

ตัวอย่างในหนังสือเก่า[1] เรียกสมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อก่อนเสวยราชย์ว่า “พระเจ้าฝ่ายหน้า” และเรียกเจ้าฟ้าสุทัศน์พระมหาอุปราชในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ[2] ว่า “เจ้าฟ้าฝ่ายหน้า” ดังนี้ พิเคราะห์ดูเค้ามูลเห็นมีเป็น ๒ นัย ถ้าเรียกกันขึ้นตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เห็นจะมาแต่เรียกวัง (จันทรเกษม) อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรเมื่อเป็นรัชทายาท ว่า “วังหน้า” เพราะอยู่ทางด้านหน้า และเรียกวังที่สวนหลวง (ริมวัดสบสวรรค์) ว่า “วังหลัง” เพราะอยู่ด้านหลังพระราชวัง (หลวง) แล้วเลยเรียกพระองค์รัชทายาทว่าพระเจ้าฝ่ายหน้าหรือเจ้าฟ้าฝ่ายหน้า แต่เค้ามูลมีอีกนัยหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกมาแต่ดึกดำบรรพ์ตามหน้าที่ของรัชทายาทซึ่งต้องเป็น “หน้าศึก” เช่นเป็นทัพหน้าในเวลาพระเจ้าแผ่นดินเสด็จทำสงครามหรือต้องออกทำสงครามแทนพระองค์เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่เสด็จไปเอง อันเป็นประเพณีเก่าแก่และใช้มาจนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้คำว่า “ฝ่ายหน้า” อาจจะมาแต่หน้าที่เป็นหน้าศึกดังกล่าวมานี้ได้อีกนัยหนึ่ง.

คำว่า “พระบัณฑูร” นั้น สำหรับเรียกคำสั่งของพระมหาอุปราช เค้ามูลมาแต่คำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินกำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาลเป็น ๒ อย่าง เรียกว่าพระราชโองการ[3] อย่าง ๑ เรียกว่าพระบัณฑูรอย่าง ๑ ข้อนี้พึงเห็นได้ในคำเริ่มต้นเมื่อตั้งกฎหมาย แต่โบราณใช้ว่า “มีพระราชโองการมานพระบัณฑูร” ต่อกัน ดังนี้ถ้าว่าตามพิเคราะห์คำต้นศัพท์ “โองการ” หมายความว่า ปกาสิตของพระอิศวร “ราชโองการ” ก็หมายความว่า “ปกาสิต” ของ พระอิศวรเมื่อแบ่งภาคลงมาเป็นพระราชาอยู่ในมนุษย์โลกซึ่งเรียกกันว่า “สมมุติเทวราช” คำ “บัณฑูร” นั้นเป็นภาษาเขมร หมายความว่า “สั่ง” เดิมคงใช้แต่ว่า “มีพระราชโองการบัณฑูร” คำว่า “มาน” (เป็นคำภาษาเขมรแปลว่า มี นั่นเอง) เห็นจะเพิ่มเป็นสัมผัสให้เพราะขึ้นในชั้นหลัง.

แต่อธิบายในกฎมณเฑียรบาลแยกพระราชโองการกับพระบัณฑูรออกต่างหากจากกัน ด้วยกล่าวว่า ถ้าขัดขืนพระราชโองการต้องโทษถึงประหารชีวิต ถ้าขัดพระบัณฑูรโทษปรับ


  1. พงศาวดารฉะบับหลวงประเสริฐ
  2. ในจดหมายเหตุของพ่อค้าฮอลันดา.
  3. คำว่า “บรม” เพิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๔ เพิ่มให้เป็นคู่กับคำ “บวร” ซึ่งใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว.